March 2017
สะดือสวย..อีกหนึ่งความปรารถนาของหนุ่มสาวหลายๆคน แม้ว่าในปัจจุบันจะมีการศัลยกรรมสะดือให้มีรูปทรงที่สวยงามแล้วก็ตาม แต่ลึกๆแล้วหลายคนก็ยังหวังที่จะเกิดมามีสะดือสวยแท้ธรรมชาติแบบไม่ต้องพึ่งมีดหมออยู่แล้ว

แต่ก่อนที่จะเอาสะดือสวยๆไปอวดสายตาชาวบ้านนั้น คุณต้องมั่นใจด้วยว่าสะดือของคุณนั้นสวยและสะอาดปราศจากขี้สะดือ หรือ ขี้ไคลในสะดือ อย่าง 100 % หาไม่แล้วคุณอาจต้องขายหน้าเพราะมีขี้สะดือดำเหม็น จนอาจถูกคนตราหน้าว่าสวยหล่อแต่ซกมกสุดๆได้เช่นเดียวกันค่ะ

ขี้สะดือ หรือ ขี้ไคลในสะดือ คือตัวอย่างของความสกปรกที่หลายๆคนอาจละเลยมาตลอด เพราะในแต่ละวันแม้เราจะมั่นใจว่าได้อาบน้ำชำระล้างร่างกายให้สะอาดดีแล้วก็ตาม แต่ก็น้อยคนมากๆที่จะใส่ใจทำความสะอาดบริเวณสะดือ ซึ่งถือว่าเป็นอีกหนึ่งแหล่งสะสมของแบคทีเรียและเชื้อราจำนวนมากบนร่างกาย

สำหรับเคล็ดลับการทำความสะอาดสะดือให้ถูกวิธีก็สามารถทำได้ง่ายๆค่ะ อันดับแรกคุณต้องมีอุปกรณ์ที่ต้องใช้ดังต่อไปนี้ค่ะ

1. คอตตอนบัด แนะนำให้เลือดแบบที่มีสำลีเยอะๆหน่อย เวลาเช็ดทำความสะอาดจะได้ไม่เจ็บค่ะ

2. ขี้ผึ้ง วาสลีนปิโตรเลียมเจล โลชั่นทาผิว น้ำมันมะกอก หรือ เบบี้ออยล์ สามารถเลือกใช้อย่างใดอย่างหนึ่งได้ค่ะ

เมื่อได้วัสดุ-อุปกรณ์สำหรับการกำจัดขี้สะดือหรือขี้ไคลในสะดือแล้วนั้น ขึ้นตอนต่อมาก็คือให้นำเอาเจล หรือ น้ำมันมะกอก หรืออะไรก็ได้ตามสะดวก ตามที่กล่าวไว้ข้างต้น หยอดหรือทาลงไปบางๆบนสะดือที่สกปรก จากนั้นทิ้งไว้ประมาณ 5 นาที เมื่อเวลาผ่านไปคราบขี้ไคล หรือไขมันที่เกาะอยู่บริเวณสะดือก็จะค่อยๆอ่อนนุ่ม จากนั้นก็ใช้คอตตอนบัดเช็ดออกเบาๆ จนกระทั่งสะดือสะอาดค่ะ

สำหรับคนที่มีปัญหาคราบขี้ไคลสะสมมานานทำครั้งแรกอาจไม่สะอาดทันใจ แนะนำว่าค่อยๆทำ แต่ให้ทิ้งช่วงสักหน่อย และอย่าทำบ่อยมากจนเกินไป เพราะอาจทำให้สะดืออักเสบได้ค่ะ หลังจากนันก็เช็ดทำความสะอาดเจลหรือออยล์ด้วยน้ำอุ่น แล้วก็ใช้ผ้านุ่มๆเช็ดสะดือจนแห้งดีอีกครั้งค่ะ
ช่วงหน้าร้อนสาวๆเรามักเกิดอาการบิกินี่ก็อยากใส่ ขาสั้นก็ไม่อยากพลาด ไหนจะกระโปรงสั้นอีก แต่มีผิวคล้ำบริเวณระหว่างขาเนี่ยสิ สุดท้ายก็ได้ใส่เสื้อผ้าปกปิดไปให้หมดเลย

สีที่ไม่สม่ำเสมอบริเวณต้นขาและที่ลับกลายเป็นประเด็นหลักที่ทำให้สาวๆเกิดความอายแม้มันไม่เกี่ยวกับปัญหาทางการแพทย์ก็เถอะ

รอยดำคล้ำบริเวณต้นขากับที่ลับมาจากหลายสาเหตุ ส่วนใหญ่มักมาจากพันธุกรรม บางคนพื้นที่บริเวณนี้อาจจะคล้ำกว่าคนอื่น และสาเหตุอื่นอาจเกิดจากแสงยูวีที่เล่นงานเราทำให้เกิดโรคผิวหนังบางประเภทขึ้นมา หรืออาจจะเป็นการใส่ชุดชั้นในใยสังเคราะห์ อีกทั้งการโกนและการเสียดสีระหว่างต้นขาเมื่อเวลาเราใส่เสื้อผ้าคับแน่นเกินไปก็ใช่อีกเหมือนกัน

เหงื่อที่ออกมาเกินไปและการสะสมของเซลล์ผิวที่ตายแล้วก็เป็นปัญหา

ผิวบริเวณที่ลับเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน ไม่ใช่ความคิดที่ดีนักถ้าจะใช้ผลิตภัณฑ์ผิวขาวหรือสารฟอกขาวที่เต็มไปด้วยสารเคมี ไม่ใช่ว่าคุณห้ามใส่เสื้อผ้าแฟชั่นหน้าร้อน แต่คุณสามารถทำให้ผิวคล้ำหายไปได้ที่บ้านของคุณเอง โดยใช้ส่วนผสมจากในครัวนั่นละ

มีหลากหลายวิธีที่ง่ายและเป็นธรรมชาติที่จะปรับสภาพผิวที่บอบบางบริเวณนี้ได้ แต่ต้องใช้เวลาและมีความอดทนสูงเพื่อผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพ

5 วิธีปรับสภาพผิวบริเวณที่ลับ


1.ว่านหางจระเข้ วิธีทางธรรมชาติยอดนิยม เมื่อนำมาใช้ปรับสภาพให้ผิวสว่างขึ้นและรอยดำหายไปเพราะมันช่วยซ่อมแซมเซลล์ผิวฟื้นฟูอย่างเป็นธรรมชาติ

วิธิทำ ขูดเจลจากใบว่านหางจระเข้ และทาลงไปบริเวณที่ลับที่เป็นรอยดำ ทิ้งไว้ 20 นาที และล้างออก ทำไปวันละครั้งเลยเพื่อผลลัพธ์ที่รวดเร็ว

2.น้ำมะนาว (Lemon) วิธีที่ทำให้ผิวกระจ่างขึ้นเพราะกรดจากวิตามินซีช่วยกำจัดเซลล์ที่ตายแล้วและฟื้นฟูสภาพผิวยังกระตุ้นให้เกิดการสร้างเซลล์ใหม่อีกด้วย

วิธีทำ หั่นมะนาวครึ่งลูกแล้วทาตรงบริเวณต้นขาด้านในเพียง 2 นาทีเท่านั้น และทิ้งให้น้ำมะนาวเหลือบนผิวไว้ 10-15 นาที ล้างออกด้วยน้ำอุ่น และนำมะนาวอีกครึ่งหนึ่งมาผสมกับโยเกิร์ต 1 ช้อนโต๊ะและน้ำผึ้งครึ่งช้อนชา จากนั้นทาลงบนบริเวณที่ต้องการทิ้งไว้ 10 นาทีจึงล้างออก มะนาวจะทำให้ผิวของคุณแห้งควรทาครีมเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้น

***คำเตือน ถ้าเกิดคุณเพิ่งกำจัดขนบริเวณที่ลับก็ไม่ควรใช้น้ำมะนาวเพราะจะทำให้ผิวระคายเคืองได้ และห้ามให้ผิวบริเวณนี้โดนแดดเป็นเวลา 1-2 วันหลังจากทำสูตรนี้

3.น้ำแตงกวา วิตามินเอจากน้ำแตงกวาจะช่วยลดผิวคล้ำได้รวมกับน้ำของมันจะทำให้ผิวชุ่มชื้นและกระจ่างใส

วิธีทำ คั้นน้ำแตงกวาครึ่งลูกออกมาทาลงบริเวณผิวคล้ำ ทิ้งไว้ 10-15 นาทีและล้างออกด้วยน้ำเย็นทำ 2 ครั้งต่อวันเพื่อผลที่เร็วยิ่งขึ้น หรืออีกวิธีผสมน้ำแตงกวา 2 ช้อนโต๊ะกับน้ำมะนาวครึ่งช้อนโต๊ะและผงขมิ้น ทาบริเวณที่ต้องการทิ้งไว้ 10 นาที และล้างออกด้วยน้ำเย็น ทำซ้ำวันละครั้ง

4.เปลือกส้ม แทนที่จะทิ้งเปลือกส้มหลังจากทานเสร็จ เอามาใช้ประโยชน์ต่อถ้าเกิดผิวไหม้แดด เปลือกส้มมีวิตามินซีมากกว่าเนื้อส้มเสียอีก วิตามินซีมีหน้าที่ต่อสู้กับความเสียที่เกิดขึ้นกับสารต้านอนุมูลอิสระ จะทำให้ผิวของคุณเปล่งปลั่ง

วิธีทำ ใช้เปลือกส้ม เมื่อปลอกแล้วให้นำไปตากแดดให้แห้ง ฝนเปลือกจนเป็นเนื้อเนียน ให้ใส่ผงเปลือกส้ม 1 ช้อนโต๊ะกับโยเกิร์ตธรรมชาติ 2 ช้อนโต๊ะ อาจจะเพิ่มน้ำผึ้งลงไปอีกเล็กน้อย ทาลงบริเวณที่คล้ำ และทิ้งไว้ให้แห้ง ใช้มือเปียกน้ำลูบออกจนหมดแล้วจึงล้างออก ทำสองครั้งต่อสัปดาห์

5.มะเขือเทศ ช่วยในการฟอกเม็ดสีให้ผิวกระจ่าง โลโคปิน เป็นสารต้านอนุมูลอิสระในมะเขือเทศ ช่วยปกป้องผิวจากแสงแดด อีกทั้งช่วยลดความระคายเคืองแก่ผิวเมื่อสัมผัสแสงยูวี ซึ่งเป็นสาเหตุหลักทำให้ที่ลับคล้ำและยังช่วยผลัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วอีกด้วย

วิธีทำ ให้หั่นมะเขือเทศแล้วนำมาถูวนเป็นวงกลมบริเวณผิวคล้ำเป็นเวลา 2-3 นาที และทิ้งน้ำมะเขือเทศที่ติดเหลือไว้อีก 10 นาที หลังจากนั้นล้างด้วยน้ำเย็น ทำซ้ำวันละครั้ง ข่าวด่วน

วิธีที่ 1 ทำมะพร้าวจากมะพร้าวพันธุ์อะไรก็ได้ ถ้าต้องการให้ลูกออกมาเป็นมะพร้าวกะทิ ก็เอาถุงพลาสติกหุ้มจั่น จั่นก็คือดอกมะพร้าว 1 จั่นคือ 1 ทะลาย จั่นไหนถูกห่อด้วยพลาสติก จั่นนั้นหรือทลายดอกนั้นมันจะพิการ ทั้งนี้ *-* จะต้องห่อตั่งแต่กลีบจั่นเริ่มแย้มบาน? *-* ห่อไปจนกระทั่งมีลูกขนาดลูกหมากจึงค่อยเอาออก?

โดยทั่วไปมะพร้าวในทะลายที่ห่อจั่นประมาณ 80-90 % จะเป็นมะพร้าวกะทิ วิธีนี้เป็นการทำมะพร้าวกะทิแบบชั่วคราว มะพร้าวในทะลายอื่น ๆ ที่ไม่ได้ห่อจั่นจะไม่เป็นมะพร้าวกะทิ   ข้อมูลของฟาร์มสุข สวนกระแส farmsuk Suangrasae

วิธีที่ 2  การทำมะพร้าวกะทิแบบถาวร ให้นำมะพร้าวที่เพาะไว้ ที่มีหน่อเหนือเปลือกขึ้นมาราว 30 ซม. แล้วใช้มีดตัดส่วนปลายตรงข้ามกับหน่อให้กะลาขาด จนเห็นเนื้อสีขาวและจาวสีเหลือง ภายในกะลามะพร้าวจากนั้นคว้านเอาจาวที่อยู่กลางกะลาออก เอาดินเหนียวอัดลงไปในกะลาแทนจาวจนเต็มและแน่นพอประมาณ สามารถนำไปปลูกได้ ? มะพร้าวที่ทำวิธีนี้จะเป็นมะพร้าวกะทิประมาณ 50 %

หากจะเพิ่มปริมาณ ก็สามารถทำได้โดยให้เอาผลมะพร้าวที่ไม่เป็นมะพร้าวกะทิมาเพาะแล้วทำวิธีการเดียวกับที่กล่าวมานี้ ก็จะทำให้มะพร้าวในต้นใหม่เป็นมะพร้าวกะทิ ถึง 80 -90 % ทีเดียว มะพร้าวทุกพันธุ์สามารถทำมะพร้าวกะทิได้ทั้งสิ้น แต่ถ้าใช้มะพร้าวน้ำหอม ทำมะพร้าวกะทิไม่ดีเพราะมีกลิ่นเหม็นหืน มะพร้าวที่ดีที่สุดในการทำมะพร้าวกะทิคือ มะพร้าวกลาง





“มะพร้าวกะทิ” ติดผลเป็นทะลายปล่อยให้ผลแก่คาต้นก่อน ตัดทะลายลงมา เอาผลแต่ละผลเขย่าฟังดูว่าถ้าไม่มีเสียงน้ำในผลดังกระฉอกเลย หมายถึงมะพร้าวผลนั้นเป็น “มะพร้าวกะทิ” อย่างแน่นอน ไม่ต้องปอกเปลือก หรือทุบ ดูเนื้อในทุกผลให้เสียเวลา ทำหรือฝึกบ่อยๆจึงจะชำนาญ ช่วงแรกอาจมีผิดบ้างเป็น ธรรมดา คนโบราณก็ใช้วิธีนี้เหมือนกัน

ส่วน วิธีผ่ารับประทาน คนเฒ่าคนแก่บอกเคล็ดลับว่า ถ้าต้องการให้เนื้อในของ “มะพร้าวกะทิ” ฟูหรือเหนียวแน่น อร่อย ต้องนวดก่อน โดยเอาผลที่ปอกเปลือกแล้วกระแทกกับพื้นปูนเบาๆรอบๆผลให้ทั่ว กะเวลาจนแน่ใจว่าพอแล้วจึงนำผลไปผ่าครึ่ง จะพบว่าเนื้อในฟูเป็นสีขาวคล้ายปุยฝ้าย ใช้ช้อนตักรับประทานได้เลย รสชาติหวานมันหอมอร่อยมาก

การทำมะพร้าวกะทิแบบถาวร


วิธีนี้ให้นำมะพร้าวที่เพาะไว้ ที่มีหน่อเหนือเปลือกขึ้นมาราว 30 ซม. แล้วใช้มีดตัดส่วนปลายตรงข้ามกับหน่อให้กะลาขาด จนเห็นเนื้อสีขาวและจาวสีเหลือง ภายในกะลามะพร้าวจากนั้นคว้านเอาจาวที่อยู่กลางกะลาออก เอาดินเหนียวอัดลงไปในกะลาแทนจาวจนเต็มและแน่นพอประมาณ สามารถนำไปปลูกได้



มะพร้าวที่ทำวิธีนี้จะเป็นมะพร้าวกะทิประมาณ 50 % หากจะเพิ่มปริมาณ ก็สามารถทำได้โดยให้เอาผลมะพร้าวที่ไม่เป็นมะพร้าวกะทิมาเพาะแล้วทำวิธีการเดียวกับที่กล่าวมานี้ ก็จะทำให้มะพร้าวในต้นใหม่เป็นมะพร้าวกะทิ ถึง 80 -90 % ทีเดียว มะพร้าวทุกพันธุ์สามารถทำมะพร้าวกะทิได้ทั้งสิ้น แต่ถ้าใช้มะพร้าวน้ำหอม ทำมะพร้าวกะทิไม่ดีเพราะมีกลิ่นเหม็นหืน มะพร้าวที่ดีที่สุดในการทำมะพร้าวกะทิคือ มะพร้าวกลาง
วันนี้ (29 มี.ค. 60) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กระทรวงคมนาคมได้แจ้งที่ประชุมคณะรัฐมนตรีว่า ขอถอนกฎระเบียบเรื่องการสอบใบขับขี่ ที่มีการออกกฎกระทรวงว่า ผู้ที่จะสอบใบขับขี่ใหม่ จะต้องผ่านการอบรมความรู้เกี่ยวกับกฎจราจรเพิ่มขึ้นเป็น 15 ชั่วโมง และประชาชนอาจจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น เนื่องจากหากไปอบรมและเรียนที่โรงเรียนสอนขับรถเอกชนจะมีค่าใช้จ่ายไม่น้อยกว่า 4,000-5,000 บาท โดยจะนำกลับไปพิจารณาใหม่ เนื่องจากมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์จำนวนมาก

โดย นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ยอมรับว่า ความจริงแล้วเรื่องใบขับขี่กับมาตรฐานโรงเรียนสอนขับรถ ตั้งใจจะเอามาตรฐานโรงเรียนสอนขับรถเข้าไปรวมด้วย แต่ต้องกลับมาทบทวนเรื่องมาตรฐานอีกครั้ง เนื่องจากมีกฎระเบียบที่เข้มงวด ทำให้โรงเรียนสอนขับรถต้องมีมาตรฐาน จึงทำให้มีค่าใช้จ่ายสูง โดยกระทรวงคมนาคมจะชะลอเรื่องนี้ออกไปอย่างไม่มีกำหนด เพื่อให้มีการศึกษาอย่างรอบคอบก่อน


สำหรับกรณีผู้ประกอบการรถตู้ที่ขู่จะหยุดวิ่งให้บริการในสิ้นเดือนนี้ หลังขอผ่อนผันการเดินรถให้สิ้นสุดตามระยะเวลาคู่สัญญากับ ขสมก. และขอให้ยกเลิกการปรับลดที่นั่ง 13 ที่นั่ง เป็น 15 ที่นั่งตามเดิม และขอให้ผ่อนผันการติดตั้งจีพีเอส รวมถึงการคาดเข็มขัดนิรภัยให้ถือเป็นความรับผิดชอบของผู้โดยสาร เรื่องนี้กระทรวงคมนาคมจะเรียกกลุ่มผู้ประกอบการรถตู้มาหารืออีกครั้งในสัปดาห์นี้ แต่ย้ำว่าทุกมาตรการที่ออกไปก็เพื่อความปลอดภัยของผู้โดยสารเป็นสำคัญ

ส่วนเรื่องเมาแล้วขับ ล่าสุดทางคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบแก้ไขกฎกระทรวงปรับเกณฑ์ปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดคนขับรถ โดยผู้ที่มีอายุไม่ถึง 20 ปี และผู้ไม่มีใบขับขี่ รวมถึงผู้ขับขี่ที่มีใบอนุญาตขับรถแบบชั่วคราว ถ้ามีปริมาณแอลกอฮอล์เกิน 20 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ให้ถือว่าเมาสุรา สำหรับบุคคลอื่นๆ ยังใช้กฎหมายเดิมคือ 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์
หัวปลีกล้วยน้ำว้ากับสูตรแก้โรคเบาหวาน มีวิธีทำรับประทานเองแบบง่าย ๆ คือให้เอาหัวปลีกล้วยน้ำว้าเท่านั้น หัวปลีจากกล้วยชนิดอื่นใช้ไม่ได้ จำนวน 1 หัว ย่างไฟให้เปลือกชั้นนอกไหม้เกรียมแล้วต้มกับน้ำ กะจำนวนพอเหมาะจนเดือดดื่มต่างน้ำทั้งวันให้หมดหม้อวันละ 1 หัว จนครบ 7 วัน

หากคนที่เป็นเบาหวานดื่มแล้วถูกทางยาดื่ม 1-2 วันแรกจะมีอาการรู้สึกปวดเมื่อยตามร่างกายแทบทนไม่ไหวแสดงว่ายานี้ได้ผล ต้มดื่มจนครบ 7 วัน ตามที่บอกข้างต้น โรคเบาหวานจะดีขึ้นและหายได้ สามารถต้มดื่มได้เรื่อย ๆ แต่ไม่จำเป็นต้องทุกวันเหมือนครั้งแรก

แต่หากใครที่เป็นเบาหวานต้มดื่ม 3 วัน ไม่มีอาการตามที่กล่าวข้างต้น แสดงว่าไม่ได้ผล ไม่ถูกทางยา ใช้สูตรนี้ไม่ได้ เลิกต้มดื่มได้เลย สูตรนี้เป็นสูตรโบราณ แนะนำเป็นวิทยาทาน ใครเป็นเบาหวานทดลองดูไม่มีอันตรายอะไร
ผมประสบความสำเร็จอย่างมากในด้านธุรกิจ หรืออาจกล่าวว่าชีวิตผมเป็นตัวอย่างที่เด่นชัดของความสำเร็จ

แต่นอกจากการทำงานแล้ว ผมไม่ได้มีความสุขนัก เพราะในที่สุด ความร่ำรวยก็กลายเป็นสิ่งเดียวที่ผมมี

ในขณะนี้ ผมกำลังนอนป่วยอยู่บนเตียงและพยามยามรำลึกถึงชีวิตของผมที่ผ่านมา ผมพบว่าความร่ำรวยที่ผมเคยภูมิใจ กลับไม่มีค่าอะไรเลยในช่วงสุดท้ายที่ผมกำลังจะตาย

ในความมืด ผมมองเห็นเพียงแสงสีเขียวและเสียงของเครื่องช่วยหายใจ ซึ่งทำให้ผมรู้ว่าความตายใกล้เข้ามาแล้ว

ตอนนี้ผมเพิ่งตระหนักว่า เมื่อเราร่ำรวยพอแล้ว เราควรหันไปใส่ใจกับเรื่องอื่นๆ บ้าง

ซึ่งอาจเป็นสิ่งอื่นๆที่สำคัญ เช่น งานศิลป ที่เราเคยใฝ่ฝันในตอนเด็กๆ

.

การไม่ยอมหยุดสร้างความร่ำรวย จะทำให้ต้องมีชีวิตเหมือนที่ผมเป็น

.

พระเจ้าได้มอบความรักไว้ในหัวใจของมนุษย์ทุกคน ซึ่งไม่สามารถซื้อหาได้ด้วยเงิน

เมื่อผมตาย ผมเอาความร่ำรวยไปด้วยไม่ได้ สิ่งที่ผมจะนำติดตัวไปคือความทรงจำเกี่ยวกับความรักเท่านั้น ซึ่งเป็นความร่ำรวยที่แท้จริงและจะเป็นแสงนำทางให้กับเราต่อไป

ความรักจะติดตามเราไปได้ทุกที่ เพราะมันอยู่ในหัวใจและในมือของเราเอง

เตียงที่แพงที่สุดในโลกก็คือเตียงผู้ป่วย

คุณสามารถจ้างคนมาขับรถให้ มาทำงานหาเงินให้ แต่ไม่มีใครมาป่วยแทนคุณได้

สิ่งของใดๆ ที่หายไป เราอาจหาพบได้ แต่เราเอาชีวิตที่เสียไปกลับคืนมาไม่ได้

เมื่อเราเข้าไปอยู่ในห้องผ่าตัด เราจะตระหนักได้ว่า เราใส่ใจสุขภาพของตัวเองน้อยเกินไป

แต่เรามักจะรู้ตัวเมื่อสายเกินไปเสมอ

จงให้ความรักกับครอบครัว กับคนรัก และเพื่อนๆ หมั่นดูแลสุขภาพของตัวเองและใส่ใจคนรอบข้างให้มากๆ

สิ่งที่พิสูจน์แล้ว เงิน เวลา สุขภาพ

สุขภาพคือสิ่งสำคัญที่สุด

เวลา และเงิน คือสิ่งสำคัญรองลงมา
สังขยาไข่
ส่วนผสม

ไข่เป็ด 3 ฟอง

 กะทิ ( 1/2 กระป๋อง )

ใบเตย 3-4 ใบ

น้ำตาลปึก 4 ก้อน

วิธีทำ

ต่อยไข่และน้ำตาลใส่ชาม ผสมใส่ใบเตยหอมที่ล้างสะอาดดีแล้ว ใช้มือขยำไข่กับน้ำตาลให้น้ำตาลละลาย โดยใช้ใบเตยช่วย (สวมมือลงในถุงพลาสติกขณะขยำ)

เติมกะทิ คนให้เข้ากัน แล้วกรองด้วยผ้าขาวบางใส่ในถ้วย ชาม หรือถาดก้นลึก

นำขึ้นนึ่งในหม้อน้ำเดือด ใช้ไฟแรงเปิดฝาขณะนึ่งจนสุกใช้ เวลาประมาณ 45 นาที (ระยะเวลาขึ้นอยู่กับขนาดของภาชนะ )
กลเม็ดเคล็ดลับ

สังขยาหน้าต้องย่นขรุขระ หรือที่เรียกว่า หน้าหยัก เมื่อตักจะเห็นเนื้อภายในมีโพรงพรุนแทรกอยู่ทั่วไป และภายในโพรงมีน้ำเชื่อมขังอยู่ เนื้อสังขยาควรเหนียวไม่ยุ่ย รสหวาน กลมกล่อม หอมไข่และกะทิรวมกัน
ข้าวเหนียวมูน

ส่วนผสม

ข้าวเหนียวเขี้ยวงู  1 กก.

หัวกะทิ 600 กรัม  (คั้นจากมะพร้าวขูดขาว 1 กก.)

สารส้ม

น้ำตาลทรายขาว 500 กรัม

เกลือป่นแบบธรรมดา 20 กรัม ............  (แต่วันนี้เกลือธรรมดาหมด พิมใช้เกลือไอโอดีนแทนนะคะ)

ใบเตยแก่ๆ 5-6 ใบ
วิธีทำ

แช่ข้าวเหนียวในน้ำกวนสารส้ม 5 นาที แล้วเทน้ำออก จากนั้นแช่น้ำทิ้งไว้ 3 ชั่วโมง หรือแช่ค้างคืน ทั้งนี้ หากอยากได้ข้าวเหนียวสีสันต่าง ๆ ให้ผสมสีผสมอาหาร หรือสีจากธรรมชาติลงไปในน้ำด้วย

เมื่อครบเวลาให้เทน้ำออก แล้วนำเข้าเหนียวไปนึ่ง ตั้งไฟแรงจนสุก แล้วเทพักไว้ รอน้ำกระทิ

ตั้งหม้อใส่กะทิ + น้ำตาลทราย + เกลือป่น + ใบเตย ลงไป ต้มพอเดือด

นำน้ำกะทิที่ได้ เทใส่ข้าวเหนียว แล้วคนกันให้ทั่ว ปิดฝาพักไว้สักประมาณ 10-15 นาที และคนข้าวเหนียวอีกครั้ง

ตักข้าวเหนียวใส่จาน เสิร์ฟพร้อมสังขยาเนื้อนวล ...แค่นี้ก็อร่อยแล้ว^^
คำพูดเพียงบางคำที่คุณสามีเอ่ยกับภรรยาที่ตั้งครรภ์ จะแบบตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม คำพูดบางคำอาจทำให้ภรรยาเสียใจได้นะคะ คำพูดที่ไม่ควรพูดเลยคือ..

หมดปัญหาผิวหน้าขรุขระ หน้าเด็กใส ชุด LUMINESCE แก้ปัญหาผิวหน้าได้

1. ผมไม่เข้าใจเลยว่าคุณจะรู้สึกเหนื่อยอะไรมากมาย
จริง ๆ แล้วคุณสามีหลาย ๆ คนคงไม่เข้าใจจริง ๆ นั่นแหละค่ะ ว่าแค่ท้องทำไมคุณแม่ถึงรู้สึกเหนื่อยมากนัก เพราะฮอร์โมนที่ส่งออกมาทำให้คุณแม่รู้สึกเหนื่อย รู้สึกอยากนอนนั้นส่งมาที่คุณแม่คนเดียว จะอธิบายให้ใครเข้าใจก็เป็นเรื่องยากมาก ดังนั้น คุณพ่ออย่าพูดคำนี้นะคะ

2. เห็นท้องคุณใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ แล้วผมกลัว
จริง ๆ แล้วคุณพ่อแค่ใช้คำพูดผิดค่ะ เพราะจริง ๆ แล้วคุณพ่อคงตื่นเต้นกับการมีลูกครั้งนี้มาก จึงมักแต่จ้องมองท้องของคุณแม่ที่โตขึ้นเรื่อย ๆ ด้วยใจวิตกกังวลเท่านั้นเองค่ะ

3. ทำไมคุณต้องร้องไห้บ่อย ๆ ด้วย
ยินดีด้วยนะคะคุณพ่อ ที่คุณไม่ต้องมาเจอกับอารมณ์ที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาเนื่องจากฮอร์โมนเหมือนคุณแม่ เพราะเมื่อตั้งครรภ์ ร่างกายและฮอร์โมนในร่างกายจะเปลี่ยนแปลงเร็วมากบางครั้งก็อยากอยู่คนเดียว เหงา เสียใจ จิตตก ร้องไห้ ดีใจ ตื่นเต้น คืออารมณ์เปลี่ยนไปมาได้ตลอดเวลาจริง ๆ ค่ะ แต่คุณพ่อก็ไม่จำเป็นต้องทำอะไรนะคะ ถ้าคุณแม่อยู่ในอารมณ์แบบนี้ แค่กอดคุณแม่แน่น ๆ ก็พอค่ะ อาการของคุณแม่จะดีขึ้นเอง

4. อาการอยากกินนู้นอยากกินนี้ของคุณกำลังจะทำให้ผมเป็นบ้า
โอ๊ย!! อย่าได้พูดออกมาเชียวนะคะ เพราะมันอาจจะทำให้คุณดูแย่สุด ๆ ในสายตาของภรรยาทันที ก็อย่างที่บอกไปข้างต้นค่ะ ว่าหลาย ๆ อย่างที่ภรรยาทำอะไรแปลก ๆ ไปในช่วงตั้งครรภ์เป็นเรื่องของฮอร์โมนที่ทำให้อารมณ์ขึ้น ๆ ลง ๆ อะไรที่ภรรยาอยากได้ก็หา ๆ ให้ไปเถอะค่ะ ถ้าไม่เหลือบ่ากว่าแรงมากเกินไปนะคะ

5. ดึกขนาดนี้คุณยังจะกินอีกหรือ
คือ คนท้องมักจะตื่นได้ตลอดเวลาค่ะ ตื่นมาก็อาจจะหิว ซึ่งถ้าที่บ้านไม่มีอะไรเตรียมไว้ให้กิน งานก็ต้องเข้าคุณสามีแล้วละค่ะ ที่ต้องออกไปหาของกินให้คุณภรรยา ไม่ว่าดึกแค่ไหนถ้าคุณภรรยาและทารกในครรภ์ต้องการกินก็ต้องออกไปซื้อให้สักหน่อยนะคะ
คืนนี้อย่าพลาด คืนเปลี่ยนนักษัตร!!! ก่อนเที่ยงคืน 4 ปีชงต่อไปนี้ รีบสวดมนต์บทนี้ด่วนๆ ต้อนรับคืนเปลี่ยนปีจากวอกสู่ระกา เพื่อความเป็นสิริมงคล

จากเพจ ปาฏิหาริย์พญานาค ก้อนคำ ลำโขง ได้เผยแพร่ข้อความดังต่อไปนี้ … หรือแรม 15 ค่ำ เดือน 4 ปีวอกนี้ บอกเลยคืนนี้เป็นคืนสุดท้าย!!!ก่อนเปลี่ยนปี!!! นักษัตร เป็นปีระกา ตามคติโบราณ!!

เวลาแนะนำคือ คืน 27 เวลา 23.23-24.24 น.

ถือว่าเป็นคืนสำคัญคืนเปลี่ยนดวงได้ทั้งร้ายและดี โดยเฉพาะ 4 ปีนักษัตรที่ชง: เถาะ ระกา มะเมีย ชวด ส่วนจอ อาจถือว่าไม่หรือใช่ด้วย

แต่อยากแนะนำว่าทุกๆปีเกิดควรสวดรับคืนนี้ สวดก่อนเที่ยงคืน สวดข้ามคืน ข้ามปีไป!!! ดวงจะได้ดี ราศีจะผ่องอำไพ เปลี่ยนไปในทางดี ไม่ร้ายหรือติดขัดการงาน การเงิน ความรัก โชคลาภ ฯลฯ บอกเลยสวดเองบุญหนัก แชร์ไปเป็นที่รัก!

ใครเห็นใครสวด เราแชร์ไปล้วนได้อานิสงส์

สวดข้ามคืนเมก่อนเที่ยงคืนๆที่ 27 มี.ค.60 นี้ เป็นคืนสุดท้าย แรม 15 ค่ำเดือน 4 คืนนี้จะแรง ดวงจะแซงอุปสรรคได้มีชัยชนะด้วยเป็นวันฤกษ์งามยามดีมาก

โดยเฉพาะการสวดบูชา ด้วย 9 สุดยอดพุทธมนต์

สวดให้ดวงพุ่งๆ รุ่งๆ ร่ำๆรวยๆ สวดให้โชคช่วย โชคดีราศีเฮงๆ จึงไม่ควรพลาดสวด 9 พุทธมนต์นี้ สวดได้สวดดีสวดสร้างบารมี

สวดพลิกชีวิต!

 
แชร์เก็บไว้เลยมีประโยชน์! 8 ท่าโยคะง่ายๆ เส้นจะได้ไม่ยึด ทำทุกวัน แล้วชีวิตคุณจะดี

8 ท่าโยคะง่ายๆ เส้นจะได้ไม่ยึด ทำทุกวัน แล้วชีวิตคุณจะดี!

ทุกเช้าตื่นนอนแล้วอย่าลืมยืดเส้นนะคะ ท่าเหล่านี้ได้มาจากคลาสโยคะ บริหารกล้ามเนื้อหลักทั้งหลายในร่างกาย  ‪#‎เส้นจะได้ไม่ยึดนะวัยรุ่นทั้งหลาย‬


อาการ “เหน็บชา” เป็นอาการที่พบได้บ่อยและมีอยู่หลายแบบ บางครั้งก็เป็นอาการชาเป็นครั้งคราวจากการนั่งหรือนอนผิดท่า เผลอทับแขนหรือทับขาตัวเองจนทำให้เลือดลมเดินไม่สะดวก เช่น เป็นเหน็บชาบริเวณเท้าขณะนั่งพับเพียบไหว้พระ เป็นต้น แต่แค่เปลี่ยนท่าทางชั่วครู่ก็หายได้

แต่สำหรับอาการชาของคนบางคนนั้นบ่งบอกได้ถึงความผิดปกติเกี่ยวกับ “การกดทับของเส้นประสาทบริเวณต่างๆ” ซึ่งอาจเกิดจากอาการหลับลึก เมาสุรา ป่วยหนัก พิการทางสมอง จนเส้นประสาทที่ถูกกดทับช้ำมากจนไม่สามารถฟื้นคืนสภาพปกติภายในเวลาอันสั้น หรืออาจเสียหายถาวรได้ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องได้รับการรักษาโดยด่วน หรือได้รับการผ่าตัดโดยทันที

ดังนั้น หากเรารับรู้ถึงลักษณะของอาการชาประเภทต่างๆที่ผิดปกติหรือไม่ผิดปกติ ก็จะช่วยให้เราสามารถวินิจฉัยโรคของตัวเองได้ในเบื้องต้น เมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้นมาก็จะได้ไม่ตกใจหรือชะล่าใจจนเกินเหตุ มาเริ่มสังเกตกันดีกว่าว่า “อาการชาแบบไหนและบริเวณไหน ที่ต้องระวัง!” ตามมาดูกันค่ะ

1. ชาปลายเท้าและปลายมือเข้าหาลำตัว

เกิดจากปลายประสาทอักเสบหรือเสื่อม อาจเกิดจาก ขาดวิตามินบี 1 บี 6 หรือ บี 12 จากโรค เช่น โรคไต มะเร็ง และจากยาหรือสารพิษ เป็นต้น

2. ชามือ (แต่เท้าไม่ชา)

ชาปลายนิ้วมือเกือบทุกนิ้ว แต่นิ้วก้อยไม่ชาหรือชาน้อย มักเป็นกลางคืนหรือตอนตื่นนอน ในตอนกลางวันมักชามากในบางท่า เช่น ชูมือ ขี่มอเตอร์ไซค์ ถือโทรศัพท์ หรือใช้มือทำงานหนัก สาเหตุเกิดจากเอ็นกดทับเส้นประสาทตรงข้อมือ ต้องลดงานที่ใช้มือลง เลี่ยงท่าที่ทำให้ชา บางคนอาจต้องฉีดยาที่ข้อมือ

ชานิ้วก้อย นิ้วนาง และขอบมือด้านเดียวกัน แต่ไม่เลยเกินข้อมือ เกิดจากเส้นประสาทถูกกดทับตรงข้อศอก ให้เลี่ยงท่าที่ทำให้ชา (ถ้าชาเลยข้อมือขึ้นมาถึงศอก จะเกิดจากเส้นประสาทถูกกดทับบริเวณกระดูกไหปลาร้า ควรปรึกษาแพทย์)

ชาหลังมือไม่เกินข้อมือ โดยเฉพาะบริเวณง่ามระหว่างนิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้ เกิดจากเส้นประสาทถูกกดทับที่ต้นแขน ห้ามนั่งเอาแขนพาดพนักเก้าอี้ (แต่ถ้าชาเลยขึ้นมาถึงแขน เกิดจากเส้นประสาทบาดเจ็บบริเวณรักแร้)

ชาเป็นแถบตั้งแต่แขนลงไปถึงนิ้วมือ เกิดจากกระดูกต้นคอเสื่อมกดทับเส้นประสาท ควรปรึกษาแพทย์

3. ชาเท้า (แต่มือไม่ชา)

ชาหลังเท้าขึ้นมาถึงหน้าแข้ง เกิดจากเส้นประสาทถูกกดทับบริเวณใต้เข่าด้านนอก ให้เลี่ยงการนั่งไขว่ห้าง ขัดสมาธิ พับเพียบ และห้ามใช้อะไรรองใต้ข้อพับเข่าเวลานอน

ชาฝ่าเท้า เกิดจากเส้นประสาทถูกกดทับที่ตาตุ่มด้านในหรือในอุ้งเท้า ให้เลี่ยงท่าที่ทำให้ชาและลดการยืนหรือเดินนานๆ

ชาทั้งเท้า (ข้างใดข้างหนึ่ง) มักชาขึ้นมาถึงใต้เข่า เกิดจากเส้นประสาทบาดเจ็บที่สะโพก ควรปรึกษาแพทย์

ชาด้านนอกของต้นขา คล้ายยืนล้วงกระเป๋ากางเกง เส้นประสาทจะถูกกดทับที่ขาหนีบ ควรหลีกเลี่ยงการงอพับบริเวณสะโพก

ชาเป็นแถบจากสะโพกลงไปถึงเท้า เกิดจากหมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อนทับเส้นประสาท ควรปรึกษาแพทย์

4. อาการชาอื่นๆ ที่ควรปรึกษาแพทย์

เช่น ชาครึ่งซีก (ซ้ายหรือขวา) ชาครึ่งตัว(บนหรือล่าง) ชาบริเวณใบหน้าและศีรษะ หรือชาเป็นแถบบริเวณอื่นๆ

การทราบรูปแบบของอาการชาหลายๆ ลักษณะเช่นนี้ จะทำให้เกิดประโยชน์ต่อผู้อ่านทุกท่านได้ หากเมื่อใดมีอาการแล้วของให้ตั้งสติ และลองสังเกตตำแหน่งของอาการชาให้อย่างชัดเจนและถูกต้อง อย่างน้อยก็ต้องรับรู้ได้ว่าปวดหรือรู้สึกชาที่ตำแหน่งไหน เพราะจะช่วยให้สามารถวินิจฉัยและรักษาอาการป่วยได้อย่างถูกต้อง แพทย์ก็จะทราบรายละเอียดและทำการผ่าตัดได้อย่างดี ผู้ป่วยอย่างพวกคุณก็จะได้หายจากอาการป่วยได้ในที่สุดนั่นเอง
การอาบน้ำนานและอาบน้ำอุ่นคือหนึ่งในกิจกรรมที่ดีที่สุดของวันไม่ว่าจะเป็นตอนเช้าหรือก่อนนอน อย่างไรก็ตามฉันนึกไม่ออกว่าการอาบน้ำจะสร้างข้อเสียมากกว่าข้อดีได้อย่างไร เมื่อคนเราอายุมากขึ้นต่อมน้ำมันจะเริ่มไม่ทำงาน


ดังนั้นคุณจึงมีแนวโน้มที่จะมีผิวแห้งและควรปรับพฤติกรรมการอาบน้ำเสียใหม่เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายต่อเส้นผมของคุณด้วย

พฤติกรรมไม่ดีข้อที่ 1 : ขัดเท้าอย่างรุนแรง

หากคุณต้องการกำจัดเชื้อราหรือเชื้อแบคทีเรียที่เท้า คุณควรขัดเท้าระหว่างที่อาบน้ำไปด้วย ที่สำคัญควรล้างเท้าและเช็ดเท้าให้แห้งอย่างทั่วถึงทุกวันโดยใช้สบู่สูตรอ่อนโยนและล้างตามง่ามนิ้วเท้าด้วย

พฤติกรรมไม่ดีข้อที่ 2 : ทิ้งใยบวบขัดตัวไว้ในห้องน้ำ

ใยบวบที่ยังไม่แห้งสนิทอาจกลายเป็นแหล่งหมักหมมของเชื้อโรค ดังนั้นควรแน่ใจว่าล้างใยบวบสะอาดดีแล้วและวางทิ้งให้แห้ง จากนั้นก็นำไปเก็บไว้ในที่แห้งเพื่อไม่ให้กลายเป็นแหล่งสะสมของเชื้อแบคทีเรีย

พฤติกรรมไม่ดีข้อที่ 3 : เช็ดตัวแรงเกินไป

การถูตัวด้วยผ้าขนหนูแรงๆจะทำให้ผิวที่บอบบางเสียหายได้ง่ายโดยเฉพาะถ้าอากาศแห้งจะยิ่งทำให้ผิวแตก ควรใช้ผ้าขนหนูซับเบาๆแทนที่จะขัดถูร่างกายของคุณ

พฤติกรรมไม่ดีข้อที่ 4 : สระผมทุกวัน

คุณอาจเคยได้ยินว่าการสระผมทุกวันเป็นสิ่งไม่ดีแต่บ่อยแค่ไหนล่ะถึงจะเรียกว่าบ่อยเกินไป? ผู้ที่มีเส้นผมบาง เล็ก และเสียง่ายควรหลีกเลี่ยงการสระผมที่บ่อยเกินไปหรือไม่ควรเกินสัปดาห์ละ 2 ครั้งซึ่งจะช่วยรักษาการผลิตน้ำมันตามธรรมชาติรวมถึงความชุ่มชื้นด้วย ส่วนผู้ที่มีเส้นผมใหญ่และหยักศก การสระผมสัปดาห์ละครั้งก็เพียงพอแล้ว

พฤติกรรมไม่ดีข้อที่ 5 : ล่าช้าในการให้ความชุ่มชื้น

หลังจากที่อาบน้ำเสร็จหากยังไม่บำรุงผิวในทันทีคุณอาจทำให้ผิวเกิดความเสียหายครั้งยิ่งใหญ่ได้ คุณควรบำรุงผิวขณะที่ยังมีความชื้นอยู่ ขอแนะนำให้ใช้ผ้าขนหนูซับผิวให้แห้งและตามด้วยครีมบำรุงผิวในทันที

พฤติกรรมไม่ดีข้อที่ 6 : ไม่อาบน้ำหลังออกกำลังกาย

คราบเหงื่อบนผิวจะทำให้แบคทีเรียเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็วและทำให้มีผื่นและสิวตามมา

พฤติกรรมไม่ดีข้อที่ 7 : อาบน้ำนาน

การอาบน้ำนานจะดึงเอาความชื้นที่จำเป็นออกจากผิวมากเกินไปและทำให้ผิวแห้งรวมทั้งรู้สึกคันด้วย คุณไม่ควรอาบน้ำนานเกินกว่า 5-10 นาที

พฤติกรรมไม่ดีข้อที่ 8 : การนวดผมเหนือกระหม่อมศีรษะ

สิ่งที่เลวร้ายที่สุดคือนวดผมบริเวณเหนือกระหม่อมซึ่งจะทำให้เกิดการผลิตไขมันและน้ำมันส่วนเกินออกมา คุณควรเน้นไปที่ปลายผมก่อนเพราะเป็นส่วนที่ต้องการความชุ่มชื้นและความสนใจมากที่สุด

พฤติกรรมไม่ดีข้อที่ 9 : ไม่ราดน้ำเย็นปิดท้าย

คุณอาจแปลกใจที่รู้ว่าการราดน้ำเย็นในตอนท้ายของการอาบน้ำจะเป็นผลดีสำหรับคุณ ก่อนปิดน้ำคุณควรหมุนไปที่น้ำเย็นจัดสัก 30 วินาที ขณะเดียวกันการจุ่มศีรษะในน้ำเย็นก็จะช่วยเพิ่มความทนทานต่อความตึงเครียด เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน เพิ่มการเผาผลาญไขมันและป้องกันภาวะซึมเศร้า

พฤติกรรมไม่ดีข้อที่ 10 : ห่อผมด้วยผ้าขนหนู

การห่อผมด้วยผ้าขนหนูอาจทำให้เกิดความเครียดและความเสียหายต่อเส้นผมได้ คุณควรใช้ผ้าขนหนูค่อยๆซับเอาความชื้นส่วนเกินออก อย่าถูเพราะการถูจะทำให้เส้นผมพันกัน
การเกิดมะเร็งในอวัยวะต่างๆ ส่วนใหญ่ผู้ป่วยสามารถรับรู้ได้ด้วยตัวเอง หากหมั่นตรวจสุขภาพร่างกายเป็นประจำ ก่อนที่จะลุกลามเป็นหนักก็จะสามารถรักษาได้ทันก่อนลุกลาม ด้วยเทคโนโลยีและวิธีทางการแพทย์ในปัจจุบัน

อาการเบื้องต้นของโรคมะเร็งในอวัยวะต่างๆ

1. มะเร็งปากมดลูก อาการ : จะมีเลือดออกจากช่องคลอดทั้ง ๆ ที่ไม่่ใช่เวลารอบเดือนปกติ หรืออาการเจ็บปวดและมีเลือดออกหลังจากมีเพศสัมพันธ์ หากพบว่ามีสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นกับคุณ ควรพบแพทย์เพื่อรับการตรวจ โดยขูดเนื้อเยื่อจากบริเวณดังกล่าว เพื่อนำไปตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์ ก็จะทราบผลและรักษาได้ก่อนลุกลาม

2. มะเร็งในมดลูก อาการ : มีเลือดออกกระปิดกระปอยหลังการมีเพศสัมพันธ์ หรือบางครั้งอาจมีความรู้สึกว่ามีก้อนเนื้อ หรือมีอาการบวมคับแน่นในช่องท้อง

3. มะเร็งรังไข่ อาการ : ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ หรือการมีอาการเจ็บปวดหลังการมีเพศสัมพันธ์ มีปัญหา เกี่ยวกับลำไส้ อาการท้องอืดอาหารไม่ย่อย น้ำหนักลดและมีอาการปวดหลัง

4. มะเร็งในเม็ดเลือด (ลูคีเมีย) อาการ : เหนื่อยง่ายและมีอาการสีผิวซีดเซียวผิดปกติ มักเกิดอาการฟกช้ำดำเขียวเองง่าย หรือมีเลือดออกทางผิวหนังได้ง่ายโดยไม่ทราบสาเหต และมักจะเกิดร่วมกับอาการปวดตามข้อต่าง ๆ ทั่วร่างกาย บางครั้งจะท้องอืด และเมื่อคลำดูจะพบว่ามีก้อนบวมที่ด้านซ้ายของช่องท้อง

5. มะเร็งปอด อาการ : มักมีอาการไอบ่อย ๆ มีเลือดออกหรืออาจมีเสมหะปนมากับน้ำลาย น้ำหนักลดอย่างรวดเร็ว เจ็บหน้าอกและหายใจลำบาก หรืออาจมีอาการหอบปนอยู่ด้วยทั้ง ๆ ที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

6. มะเร็งตับ อาการ : ปวดในช่องท้อง เบื่ออาหาร น้ำหนักลด ตาและผิวเป็นสีออกเหลือง และเหลืองจัดจนสังเกตเห็นได้ชัด

7. มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ อาการ : มีเลือดปนออกมากับปัสสาวะ ปวดท้องน้อยและเจ็บแสบเมื่อปัสสาวะ

8. มะเร็งสมอง อาการ : ปวดศีรษะเป็นเวลานาน ๆ และมักมีอาการอื่นร่วมด้วยเช่น อาเจียน หรือการผิดปกติของการมองเห็นในชั่วขณะ ตาพร่า และเมื่อมองไปไกลๆ อาจเห็นแสงเขียว ๆ แดง ๆ ลอยไปมาเวลาปวดศีรษะ อ่อนเพลียไม่มีแรง หรือ การเป็นลมโดยกะทันหัน อวัยวะบางส่วนของร่างกายหยุดทำงาน เช่น มีอาการชา และเป็น อัมพาตชั่วคราว ควรให้ความระวังเป็นพิเศษ หากคุณเคยมีประวัติการปวดหัวที่มีอาการเหล่านี้ประกอบอยู่ด้วย

9. มะเร็งในช่องปาก อาการ : มีก้อนบวมอยู่ในปาก หรือทีลิ้นเป็นเวลานาน มีแผลเปื่อยที่ปาก แล้วไม่ได้รับการรักษา หรือเป็นแผลเรื้อรังที่เหงือก เนื่องจากการกดทับของฟันคุด และฟันปลอมที่ใส่ไว้ประจำ หรือ ใส่เป็นเวลานานๆ

10. มะเร็งในลำคอ อาการ : เสียงแหบพร่าไปทันที เกิดก้อนบวม ทำให้รู้สึกว่ากลืนอาหารได้ลำบาก หรือมีการขยายตัวของต่อมในลำคอที่โตขึ้นจนสามารถจับ และรู้สึกได้ (แต่หากเป็นที่คางเรียกว่าคางทูม อาการนี้ไม่ใช่มะเร็ง)
สะดือ คือแผลเป็นที่เราได้รับมาตั้งแต่เกิดหลังจากถูกตัดสายสะดือ ซึ่งหลายๆคนไม่ให้ความสนใจมากนัก อย่างไรก็ตาม สะดือเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายที่เราควรต้องทำความสะอาดเป็นประจำพอๆกับส่วนอื่นของร่างกาย

การอาบน้ำไม่เพียงพอต่อการทำความสะอาดร่างกายส่วนนี้ เพราะมันมีแนวโน้มที่จะเก็บรวบรวมเชื้อแบคทีเรีย

มีแบคทีเรียแตกต่างกันถึง 65 ชนิดอยู่ในส่วนนี้ของร่างกาย เมื่อคุณได้อ่านบทความนี้แล้ว คุณจะเรียนรู้วิธีง่ายๆในการทำความสะอาดสะดือ และเริ่มสงสัยว่าทำไมตัวคุณถึงละเลยมันมาตลอดเวลา

หากคุณสะดือโบ๋ ทำความสะอาดมันโดยใช้สำลีแช่ในส่วนผสมที่ทำจากน้ำและสบู่ นอกจากนี้คุณยังสามารถเช็ดด้วยแอลกอฮอล์ได้อีกด้วย

หากคุณสะดือจุ่น ความสะอาดมันโดยผ้าขนหนูแช่ในส่วนผสมที่ทำจากน้ำและสบู่ ซึ่งต้องทำตามขั้นตอนนี้ติดต่อกันเป็นเดือน


ทำไมการทำความสะอาดสะดือถึงสำคัญ?


หากมีการสะสมสิ่งสกปรกอยู่ในสะดือเป็นจำนวนมาก การติดเชื้อในรูปแบบต่างๆที่มาพร้อมอาการแดง คัน ระคายเคืองผิวหนัง และกลิ่นไม่พึงประสงค์จะเกิดขึ้นได้

ในกรณีที่คุณเจอกับปัญหาข้างต้น เราขอแนะนำให้คุณรีบไปพบแพทย์ผิวหนังทันที

หมายเหตุ: เวลาทำความสะอาดสะดือ ควรทำอย่างระมัดระวังและอ่อนโยน เพื่อไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อนใดๆเพิ่มเติม


เรื่องต้นขาใหญ่ ใครๆก็ไม่ชอบ ยิ่งเป็นผู้หญิงด้วยแล้วนั้น แต่ไม่ต้องกังวลไป วันนี้จะมีวิธีง่ายๆที่จะทำให้ต้นขาของคุณเล็กลง ด้วยวิธีง่ายๆ แต่คุณต้องมีวินัย ทำอย่างสม่ำเสมอนะคะ



ท่าที่ 1 นอนตะแคง กางข้อศอกด้านที่ติดกับพื้นเพื่อรับน้ำหนักตัวและยืดขาทั้งสองข้างให้ตรง ยกขาด้านที่อยู่ด้านบนให้สูงระดับหัวไหล่ที่อยู่บนสุด ช่วงในเรื่องต้นขาและหน้าท้อง



ท่าที่ 2 เป็นท่าบริหารกล้ามเนื้อส่วนท้องที่ค่อนข้างหนัก โดยการนอนหงาย วางแขนทั้งสองข้างแนบลำตัว ขาทั้งสองข้างชิดติดกัน ทำเหมือนจักรยานอากาศ ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้ต้นขา และ ลดหน้าท้อง ได้ดี


ท่าที่ 3 นอนหงาย วางแขนทั้งสองข้างแนบลำตัว ขาทั้งสองข้างชิดติดกัน โดยยกขาทั้งสองข้างให้ตั้งฉากกับลำตัว ยกลงโดยไม่ให้ส้นเท้าแตะพื้น ช่วยในเรื่องของกล้ามเนื้อช่วงท้องช่วงล่าง


ท่าที่ 4 ก้มตัวหันหน้าเข้าหาพื้น กางข้อศอกทั้งสองข้างรับน้ำหนักตัว หัวเข่าทั้งสองข้างงอรับน้ำหนักตัว ยืดขาไปด้านหลัง เหยียดออกให้ตรง ปลายเท้าอยู่สูงกว่าสะโพก กลับท่าเดิม ทำสลับซ้านขวา ช่วยในเรื่องของก้นและกล้ามเนื้อต้นขาด้านหลัง

ท่าที่ 5 ท่ายืนตรง กางขาให้กว้างเท่ากับหัวไหล่ มือทั้งสองข้างท้าวสะโพก ย่อเข่าทั้งสองข้าง แต่ย่อต่ำสุดในระดับเหนือหัวเข่าทั้งสองข้าง ช่วยบริหารต้นขาและก้น
มะเขือเทศมีระดับไลโคปีนอยู่สูงมาก สารชนิดนี้เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพและมีประโยชน์มากสำหรับผิว สารไลโคปีนช่วยปกป้องผิวจากรังสีอัลตราไวโอเลตและช่วยชะลอการเกิดริ้วรอย ยิ่งกว่านั้นยังช่วยป้องกันโรคมะเร็งผิวหนังได้อีกเช่นกัน มะเขือเทศสามารถสร้างสิ่งมหัศจรรย์ให้กับผิวของคุณได้อย่างมากมาย

สำหรับการรักษาสิว
มะเขือเทศมีคุณสมบัติในการต้านอนุมูลอิสระ สามารถหยุดความเสียหายผิวได้ในระดับเซลล์ อีกทั้งยังมีความเป็นกรดธรรมชาติอยู่สูงมาก และความเป็นกรดนี้จะช่วยรักษาสิวและกระชับรูขุมขนบนผิวของคุณได้อย่างดีเยี่ยม อีกทั้งยังช่วยชะลอและยับยั่งความเสียหายของผิวชั้นในสุด เพียงแค่หั่นมะเขือเทศและนำมาถูนวดบริเวณผิวที่มีปัญหาไม่กี่วินาทีหลังจากนั้นล้างออกด้วยน้ำอุ่น ทำซ้ำวันละครั้ง

xxxxx

มะเขือเทศช่วยลบรอยแผลเป็นจากสิว
เยื่อในมะเขือเทศมีประโยชน์ในการกำจัดรอยแผลเป็นจากสิวที่มีประสิทธิภาพมาก มันจะช่วยให้รูขุมขนหดตัว เพียงใช้น้ำมะเขือเทศมาทำความสะอาดผิวหน้าประมาณ 15-20 นาที มันจะช่วยลบรอยแผลเป็นจากสิว และทำให้ผิวของคุณสะอาดสดใส

ใช้น้ำมะเขือเทศล้างหน้า
น้ำมะเขือเทศ 1 ช้อนโต๊ะผสมกับน้ำมะนาวเพียงมีไม่กี่หยดผสมให้เข้ากัน และใช้สำลีชุปส่วนผสมนี้เช็ดไปยังบริเวณผิวที่ได้รับผลกระทบทิ้งไว้ประมาณ 5 นาทีแล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น

มะเขือเทศลดริ้วรอย
ในมะเขือเทศอุดมไปด้วยไลโคปีนซึ่งจะช่วยให้ผิวของคุณดูดซับออกซิเจนได้อย่างล้ำลึก สาเหตุนี้จึงทำให้เกิดการชะลอของริ้วรอยและลบเลือนริ้วรอยได้อีกเช่นกัน เพียงใส่เนื้อมะเขือเทศและเนื้ออะโวคาโดสุกลงในเครื่องปั่นและปั่นผสมจนเป็นเนื้อเดียวกัน จากนั้นนำมาพอกทิ้งไว้ให้ทั่วใบหน้าของคุณประมาณ 20-30 นาที จากนั้นล้างออกด้วยน้ำอุ่น ทำเช่นนี้เป็นประจำสัปดาห์ละครั้ง

นอกจากนี้การดื่มน้ำมะเขือเทศทุกวันจะช่วยบำรุงผิวพรรณของคุณได้อย่างดีเลิศ
มีผลิตภัณฑ์สำหรับดูแลผิวหน้าที่วางขายอยู่มากมายตามท้องตลาด หลายๆ ผลิตภัณฑ์ต่างบอกว่ามีประสิทธิภาพในการดูแลผิวพรรณให้กับคุณ แต่ความจริงแล้วผลิตภัณฑ์เหล่านั้นอาจนำมาซึ่งผลข้างเคียงบางอย่างอีกทั้งยังมีราคาสูงอีกด้วย ด้วยเหตุนี้เราจึงหาทางออกที่ดีที่สุดให้กับคุณด้วยการใช้

วิธีดูแลผิวหน้าด้วยธรรมชาติที่มีประสิทธิภาพมากและนั้นคือ “ว่านหางจระเข้”

ว่านหางจระเข้ามีคุณสมบัติที่น่าทึ่งมากมันถูกใช้มานานหลายศตวรรษ ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมผลิตภัณฑ์ต่างๆ จึงนิยมนำว่านหางจระเข้มาอยู่ในส่วนผสมหลัก และวันนี้เราจะนำเสนอเคล็ดลับง่ายๆโดยการใช้ว่านหางจระเข้ที่คุณจะต้องทึ่งกับผลลัพธ์ที่ได้!

สิ่งที่คุณต้องทำเพื่อได้ประโยชน์สูงสุดจากว่านหางจระเข้ :

-นำว่านหางจระเข้มาล้างให้สะอาดโดยไม่ต้องปอกเปลือก

-จากนั้นใช้ไม้กลิ้งลงบนใบของว่านหางจระเข้ให้นุ่มลง

-เมื่อใบของว่านหางจระเข้อ่อนนุ่มลง ให้ใช้มีดตัดใบออกมาสักสองชิ้นและส่วนที่เหลือให้นำเก็บเข้าตู้เย็นเพื่อใช้ในคราวต่อไป

-ลอกขอบของว่านหางจระเข้ออกทั้งสองด้าน

-ใช้มือของคุณกรีดไปที่ใบเพื่อนำเจลของว่านหางจระเข้ออกมา หรือคุณจะใช้มีดก็ได้ตามที่คุณถนัด

-แยกเอาเจลว่านหางจระเข้เก็บไว้ในภาชนะ

-จากนั้นนำเจลว่านหางจระเข้มาทาบนใบหน้าของคุณ หรือคุณจะใช้นวดใบหน้าก่อนก็ได้และพอกทิ้งไว้เป็นเวลา 20 นาที

-เมื่อเจลที่พอกอยู่บนใบหน้าแห้งสนิทดีแล้วให้ลอกออกและล้างหน้าด้วยน้ำให้สะอาดโดยที่ไม่ต้องใช้สบู่เพราะอาจส่งผลข้างเคียงต่อใบหน้าของคุณได้

-จากนั้นเช็ดหน้าด้วยผ้าสะอาดและคุณจะตกใจกับผลลัพธ์ที่ได้ ผิวหน้าของคุณจะดูอ่อนนุ่มเรียบเนียนและเปล่งปลั่งอย่างเห็นได้ชัด

โปรดแบ่งปันเคล็ดลับง่ายๆ นี้ให้กับครอบครัวและเพื่อนของคุณ!
แชร์แบ่งเพื่อนเลย!! รูปทรงของบั้นท้ายบอกถึงสุขภาพของคุณได้อย่างแม่นยำ
เชื่อหรือไม่ว่าบั้นท้ายของคุณสามารถบอกถึงสุขภาพทั้งหมดของคุณ คุณลองดูภาพด้านล่างและคิดดูว่าคุณมีบั้นท้ายคล้ายรูปทรงใหนมากที่สุด
Square booty

หากคุณมีก้นรูปทรงนี้หมายถึงคุณยังมีไขมันส่วนเกินอยู่รอบๆ ก้นของคุณถึงแม้คุณจะออกกำลังกายอยู่เป็นประจำ แต่กล้ามเนื้อบริเวณก้นของคุณยังไม่แข็งแรงพอ เพื่อที่จะกำจัดไขมันส่วนเกินและทำให้กล้ามเนื้อบริเวณก้นของคุณกลับมามีรูปทรงที่สวยงามและแข็งแรง คุณต้องหมั่นออกกำลังกายบริเวณกล้ามเนื้อก้นให้มากขึ้น

Round booty

หากคุณมีก้นรูปทรงนี้หมายความว่าคุณมีสุขภาพดีแต่ยังมีไขมันส่วนเกินอยู่ด้านบนของบริเวณกล้ามเนื้อก้นอีกเล็กน้อย คุณสามารถกำจัดมันออกไปได้ด้วยการออกกำลังกายด้วยท่าที่ถูกต้อง

Heart-shaped booty
ก้นลักษณะนี้หมายความว่าคุณมีไขมันส่วนเกินในบริเวณด้านบนของต้นขา คุณจะต้องกำจัดไขมันส่วนเกินและย้ายไขมันให้ไปอยู่ตรงกลางก้นของคุณ การแก้ปัญหานี้สามารถทำได้โดยการออกกำลังกายด้วยท่าที่เหมาะสม

V-shaped booty
ก้นลักษณะนี้มักเกิดขึ้นกับผู้หญิงสูงอายุ เนื่องจากไขมันด้านล่างของก้นย้ายไปยังส่วนอื่น ๆ ของร่างกายมันเกิดขึ้นตามอายุและปริมาณของเอสโตรเจนที่ลดลง คุณควรกำจัดไขมันนี้ออกไปเพื่อที่จะปกป้องหัวใจของคุณ ลองดูท่าออกกำลังกายต่อไปนี้ที่จะช่วยสร้างความแข็งแรงให้กับบั้นท้ายของคุณและยังช่วยลดไขมันส่วนเกินในบริเวณบั้นท้ายได้อีกเช่นกัน:
A. ใช้มือเดียวถือ และใช้แค่นิ้วโป้งพิม

นิสัยซ่อนเร้น:

คนไม่ใช่คนง่ายๆเลยสักนิด คุณรู้ว่าใครดีกับคุณ หรือแย่กับคุณ คุณเป็นคนแบ่งแยกชัดเจน รวมไปถึงรักและเกลียด บางทีคุณก็แค่ปากไวเกินไป ที่จริงในใจไม่ได้คิดอะไรอย่างนั้น คุณอยากให้โลกนี้สวยงาม ทุกคนมีความสุ

นิสัยด้านความรัก:

ถ้าคุณเชื่อใจใครสักคนแล้ว คุณจะเชื่ออย่างหมดหัวใจ คุณเป็นคนที่ปกป้องตัวเองอย่างแรงกล้า ถ้าคุณถูกทำร้ายสักครั้ง คุณจะไม่มีวันโดนทำร้ายแบบเดิมซ้ำสองอีก ยากที่จะกลับมาเชื่อได้อีก คุณให้ความสำคัญกับความรู้สึกมาก แค่เพียงคุณตกหลุมรัก คุณก็จะยอมเสียสละทุกอย่าง คุณเป็นคนรักแสนดีที่หายาก



B.  ใช้มือหนึ่งถือ ใช้นิ้วโป้งอีกมือพิม


นิสัยซ่อนเร้น:

ปรารถนาที่จะถูกปกป้องดูแล ปรารถนาที่จะได้รับการปฏิบัติอย่างจริงใจ ชอบความรู้สึกที่ได้รับการยอมรับ บางทีคุณก็เป็นคนดีเกินไป ไม่แข็งข้อกับใคร ถูกใช้ประโยชน์บ่อยๆ สิ่งที่คุณต้องการแสนง่านดาย แค่อีกฝ่ายซื่อสัตย์กันอารมณ์ต่อคุณ

นิสัยด้านความรัก:

คุณแสดงออกไม่เก่ง ถ้าอีกฝ่ายรับรู้ได้ว่าคุณชอบสาม จริงๆแล้วมันมีห้า ถ้าเขาสัมผัสได้ห้า แปลว่าจริงๆแล้วมันมีเจ็ด คุณเป็นคนไม่ตรงไปตรงมากับความรู้สึก แสดงออกมาได้น้อยกว่าที่ตัวเองรู้สึก คุณปิดปังปกปิดอารมณ์ของตัวเอง คุณไม่ใช่เป็นคนไม่มีอารมณ์แต่เพื่อความรักคุณก็เลยไม่แสดงออกมา

C. ใช้สองมือถือ และใช้นิ้วโป้งพิม


นิสัยซ่อนเร้น:

คุณเป็นคนปอดแหก จริงๆแล้วอยากทำแต่ก็กลัวผิดหวังเจ็บปวด อยากขึ้นที่สูงแต่ก็กลัวตกลงมา ต้องการกำลังใจ สิ่งทีคุณต้องการจริงๆแล้วไม่ได้มากมายอะไร แค่เพียงคุณต้องการได้เจอกับคนที่เข้าใจคุณ จริงใจและชอบที่คุณเป็นคุณจริงๆ

นิสัยด้านความรัก:

ความทรงจำที่โหดร้ายทำให้คุณไม่ลืมเลือน คุณมักจะลังเล และปรารถนาให้มีคนอยู่ข้างๆ แต่จิตใต้สำนึกข้างในกลับไม่ยอมให้ตัวเองทำเช่นนั้น เพราะว่ารักอีกฝ่ายมากเกินไป ไม่อยากให้เขาเกลียด ก็เลยอยากให้อีกฝ่ายรู้สึกว่าตัวเองไม่สนใจ ก็เลยแกล้งทำเป็นว่ายังไงก็ได้

D. ใช้มือหนึ่งถือ ใช้นิ้วชี้อีกมือพิม


นิสัยซ่อนเร้น:

หลายๆครั้งที่คุณเลือกที่จะอยู่เงียบๆ แต่นั่นคือด้านที่อบอุ่นของคุณ คุณยอมที่จะเสียสละ และไม่ยอมให้ใครได้รับความเจ็บปวด จริงๆแล้วคุณเป็นคนที่ไม่ได้เข้าใจยากอะไรเลย คุณแค่ต้องการความ อะลุ่มอล่วย ความฝัน และคนที่เข้าใจคุณ

นิสัยด้านความรัก:

คุณไม่ชอบอะไรเอะอะมะเทิ่ง สำหรับคุณแล้ว บรรยากาศสบายๆที่คุ้นเคยถึงจะเรียกว่าเป็นสถานที่ที่ดี สำหรับความรักก็เช่นเดียวกัน จุดอ่อนที่แย่ที่สุดของคุณคือคุณเป็นคนใจอ่อน แม้จะถูกทำร้ายอย่างมากมาย แต่แค่คนรักก้มหัวขอโทษ คุณก็อดไม่ได้ที่จะบอกว่าไม่เป็นไร คุณไม่ชอบเห็นใครร้องไห้ เห็นเข้าก็สงสารให้อภัย
หากคุณอยากรู้เกี่ยวกับสุขภาพหัวใจของคุณ มีวิธีง่ายๆ ที่จะช่วยทำให้คุณรู้ว่าสุขภาพหัวใจดีหรือไม่พร้อมทั้งวิธีป้องกันการเป็นโรคหัวใจ

การศึกษาล่าสุดระบุว่า การยืดหยุ่นอย่างถูกต้องเหมาะสมช่วยรักษาสุขภาพหัวใจได้

ขั้นตอนแรก ให้คุณนั่งลงบนพื้นเหยียดขาออกและยกนิ้วเท้าของคุณให้ชี้ขึ้น จากนั้นใช้มือของคุณสัมผัสไปที่นิ้วเท้า ถ้าร่างกายของคุณมีความยืดหยุ่นพอที่จะไป สัมผัสกับนิ้วเท้าของคุณได้นั้นแปลว่าสุขภาพหัวใจของคุณอยู่ในเกณฑ์ที่ปกติสมบรูณ์

การศึกษาที่ประเทศสหรัฐอเมริกา (นอร์ทเท็กซัส) ได้นำผู้เข้าร่วมจำนวน 526 คน อายุตั้งแต่ 20- 83 ปี ได้รับการวัดความดันโลหิตและระดับการเต้นของหัวใจอย่าง ใกล้ชิดในขณะที่พวกเขาพยายามที่จะสัมผัสเท้าของพวกเขา ในที่สุดก็ได้รับการยืนยันว่าผู้เข้าร่วมที่มีโรคหัวใจไม่สามารถสัมผัสเท้าของพวกเขาได้ การวิจัยครั้งนี้พบ ความเชื่อมโยงระหว่างร่างกายและความยืดหยุ่นของหลอดเลือดแดง

ลองใช้วิธีนี้ทดสอบสุขภาพหัวใจของคุณ ถ้าคุณสามารถสัมผัสนิ้วเท้าของคุณในขณะที่นั่งอยู่นิ่งได้แปลว่าหัวใจของคุณยังอยู่ในสภาพปกติดี แต่ถ้าคุณไม่สามารถ สัมผัสนิ้วเท้าของคุณได้ก็ถึงเวลาที่ต้องตรวจเช็คสภาพหัวใจของคุณแล้ว
 

เนื้อเยื่อแผลเป็นเป็นปัญหาด้านความงามสำหรับทุกคน หลังเกิดบาดแผลที่ทำให้ผิวหนังชั้นแรกได้รับความเสียหายเช่น การเผาไหม้ รอยบาด ข่วน สิว ผิวอักเสบ การโดนกัด หรือแผลผ่าตัด

เนื้อเยื่อแผลเป็นไม่ก่อให้เกิดอาการปวดภายหลังที่บาดแผลหายแต่ส่งผลเรื่องความสวยความงาม การรักษาโดยวิธีธรรมชาติสามารถทำได้และใช้ระยะเวลาตามความรุนแรงของบาดแผลแต่ละคน อย่างไรก็ตามหากบาดแผลที่ไม่ได้กินระยะเวลานานยังมีโอกาสที่ผิวหนังเดิมจะกลับเป็นปกติได้โดยวิธีเหล่านี้

1. อุ่นน้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์ให้ร้อนเล็กน้อย จากนั้นนำไปนวดบริเวณแผลเบาๆวนเป็นวงกลม จากนั้นทำเป็นประจำทุกวันไม่จำกัดครั้งหรือจนกว่าแผลจะดีขึ้น

2. นำว่านหางจระเข้ขูดเนื้อเจลออกนำมาโปะทาบริเวณแผลเป็นจากนั้นก็นวดไปเรื่อยๆจนกว่าจะแห้งจึงล้างออกด้วยน้ำอุ่น ทำติดต่อกัน 2 เดือนเป็นประจำทุกวัน

3. น้ำมะนาวทาบนแผลเป็นทิ้ง 10 นาทีหรือจนกว่าจะแห้งจากนั้นทามอยเจอไรเซอร์เพื่อให้ความชุ่มชื้น หลังจากใช้วิธีนี้ไม่ควรให้แผลโดนแสงแดดโดยตรง

4. นำน้ำผึ้งดิบทาบนแผลและนวดเป็นเวลา 10 นาที จากนั้นทิ้งไว้ 1 ชั่วโมง ล้างออกด้วยน้ำอุ่น ทำ 2 ครั้งต่อวันติดต่อกัน 3 สัปดาห์

5.  ชุบสำลีในน้ำส้มสายชูแอปเปิ้ลไซเดอร์จากนั้นทาทิ้งไว้บนแผล 10 - 15 นาทีแล้วล้างออก จากนั้นให้ทาโลชั่นเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นทำวันละครั้งติดต่อกัน 2 สัปดาห์

อากาศร้อนขึ้นเรื่อยๆ ยุงก็เลยลัลล้ามากยิ่งขึ้น วันนี้เราขอเสนอวิธีใหม่ เพียงแค่ระยะเวลาสั้นๆ 1 เดือนก็จะทำให้คุณไม่เห็นเงาของยุงในบ้านอีกต่อไป

“น้ำสบู่” สามารถลดปริมาณยุงได้ แค่ใส่ผงซักฟอกหรือสบู่ลงในน้ำแล้วคนให้เข้ากัน เทน้ำที่ผสมใส่ภาชนะต่างๆแล้วเอาไปวางไว้ตามมุมต่างๆของบ้าน เพียงแค่ 3 วันคุณจะรู้สึกได้ว่าจำนวนยุงลดลง ผ่านไป 10 วัน น้ำในภาชนะเหล่านี้จะเป็นสุสานของยุงมากมาย

สาเหตุ ที่ ”น้ำสบู่”สามารถใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพเพราะว่า ผงซักฟอกหรือสบู่มีกลิ่นหอมจะดึงดูดให้ยุงวางไข่ เนื่องจากผงซักฟอกหรือสบู่จะมีลักษณะเป็นด่าง ไข่ของยุงเมื่อยู่ในสภาวะแวดล้อมที่เป็นด่างก็จะไม่สามารถเจริญเติบโตได้

เพราะงั้นจำนวนยุงก็จะค่อยๆลงน้อยลงอย่างแน่นอน วิธีนี้แสนง่ายแถมยังมีประสิทธิภาพสูง แต่ต้องระวังอย่าให้เด็กเล็กๆ หรือสัตว์เลี้ยงไปกินเข้า

วิธีนี้เอามาใช้รับมือกับแมลงสาบก็ได้ เพียงแค่ใช้น้ำสบู่วาดเป็นเส้นบริเวณที่แมลงสาบชอบเดินผ่าน เพียงแค่บริเวณท้องของมันโดยน้ำสบู่เข้าไป ไม่เกิน 10 วินาที มันก็ต้องจบชีวิตลง

แถมอีก 3 เคล็ดลับในการหนีห่างจากยุง

1 พยายามใส่เสื้อผ้าสีอ่อนๆ ยุงชอบไปเกาะตามเสื้อผ้าสีเข้ม

2 เปลี่ยนน้ำในภาชนะของพืชน้ำต่างๆที่คุณเลี้ยงไว้ในบ้านเป็นประจำ

3 กินกระเทียมก็ทำให้ยุงไม่อยากเข้าใกล้ เพราะยุงไม่ชอบกลิ่นกระเทียมที่ออกมาจากผิวหนังมนุษย์

นี่ถือเป็นวิธีที่เจ๋งมาก วัสดุที่ใช้ทำ บ้านไหนๆก็มี แถมยังราคาถูกมาก อย่าลืมแชร์ให้เพื่อนๆอ่านนะจ๊ะ!
ปัจจุบันรถเกียร์ออโต้มีอยู่เต็มตลาดจริงๆ แถมยังขับง่ายถูกใจคนรุ่นใหม่ แต่น้อยคนมากๆที่จะรู้ว่า การขับรถเกียร์ออโต้นั้นมีเทคนิคอยู่เหมือนกัน ที่จะทำให้เรา “ประหยัดน้ำมัน” ได้แบบสุดๆ แถมยังทำตามได้ไม่ยากอีกด้วย!!!!

มาดูกันแบบเจาะลึก แบบถึงลูกถึงคน เพื่อที่จะให้แฟนๆข่าวผู้น่ารักได้รู้ว่า ทุกวันนี้พฤติกรรมการขับแบบไหนที่สูบน้ำมันบ้าง และเราควรแก้ยังไง…อ้อ รู้แล้วอย่าลืมบอกต่อล่ะ จะได้ประหยัดเงินค่าน้ำมัน แล้วเอาไปใช้อย่างอื่นที่คุ้มค่าแทน

1.จะรีบออกตัวรถไปทำไม
การรีบออกตัวรถคือหนึ่งในสาเหตุสำคัญของการกินน้ำมันเชียวล่ะ ยิ่งใครรีบปล่อยเบรกแล้วเร่งจัดหนักนี่ล่ะเข้าข่ายเปลืองน้ำมันไม่รู้ตัว เพราะการกระแทกคันเร่งแบบจัดเต็ม จะทำให้เครื่องเร่งแรงและกินน้ำมันมากกว่าปกติ

2.ปล่อยไหล
เทคนิคการปล่อยไหลเหมาะมากในเมืองใหญ่ เพราะหลายครั้งเราไม่จำเป็นต้องเร่งเครื่องตลอดเวลา แค่ปล่อยให้รถมันไหลไปในความเร็วที่เหมาะสมก็ได้ ซึ่งนี่เป็นแรงที่เกิดจากแรงบิดเครื่องยนต์รอบต่ำที่ช่วยประหยัดน้ำมันได้ เหมือนกัน

3.เลิกคิกดาวน์
ใครชอบแซงแบบจัดหนักขอบอกว่าอย่ามันเพินพิกัด เพราะการคิกดาวน์ (ระบบที่เกียร์จะทำการลดอัตราทดเกียร์ จนกว่าเราจะพอใจในความเร็ว)ซึ่งการทำเช่นนี้ขอบอกว่าซดน้ำมันมาก เพราะมันจะคอยแช่รอบเครื่องสูงๆ ไปแบบลากยาวอย่างไม่รู้ตัว

4.ควบคุมด้วย Manual Mode
แม้จะฟังดูขัดๆกับหลักการเกียร์ออโต้ แต่การควบคุมแบบ Manual Mode ก็ช่วยได้เหมือนกัน เพราะเราสามารถเลือกรอบต่ำได้และทำให้คุณประหยัดมากขึ้น
5.เข้า N ให้เป็นนิสัยเมื่อรถนิ่ง

แน่นอนว่าใครจะไปนึกว่าเพียงเปลี่ยนเกียร์ D มาที่ N จะช่วยประหยัดอะไรได้ แต่เรื่องจริงมีอยู่ว่ามันช่วย เพราะเกียร์ Dจะคอยรับแรงบิดจากเครื่องยนต์ และสั่งให้เครื่องยนต์เดินรอบที่ควรจะเบาแรงขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย ซึ่งการใส่ N ย่อมช่วยประหยัดในจุดนี้ได้นั่นเอง
วันนี้มีเทคนิคดีๆสำหรับการทำความสะอาดที่นอน ฟูก หรือเบาะ ที่เลอะคราบวันนั้นของเดือน ที่คุณผู้หญิงจะต้องมีกันทุกคน โดยเป็นเทคนิคของคุณ plakadas จากพันทิป จะมีขั้นตอนยังไงบ้างไปชมกันเลยคะ



สวัสดีค่ะ วันนี้เราเอาผ้าปูที่นอนห้องรับแขกไปซัก  เพราะจะมีเพื่อนมาค้าง ปรากฎว่าเจอคราบเลือดเป็นวงประมาณฝ่ามือ คล้ำและแห้งมาก (น่าจะนานแล้วหลายเดือนอยู่ค่ะ) ทีนี้เราก็เปิดอากู๋ว่ามีวิธีกำจัดมันอย่างไร ก็กะจะลองวิธีที่ง่ายสุดก่อน (เพราะเราขี้เกียจ) พระเอกของเราคือ "น้ำแข็งก้อน" หยิบจากตู้เย็น เอาไปถูวน ๆ บนคราบเลือด

วนๆไปเรื่อย ๆ พอชุ่มเอาผ้าเช็ด (แต่เราขี้เกียจซักผ้าค่ะ เลยเอาทิชชู่เปียก Baby Wipe) เราถูไปเรื่อย ๆ จางก็เอาทิชชู่เปียกซับ จนน้ำแข็งเหลือเท่านี้ก็สะอาดพอดี

ลองไปทำดูนะคะ วิธีอื่นยังไม่ทันได้ลองเลย ใครมีไอเดียมาเสนอได้นะคะ เผื่อคราวหน้าวิธีนี้ไม่ได้ผล
หากพูดถึงโรคมะเร็งอันดับต้นๆที่ผู้หญิงเป็นกันเยอะ “โรคมะเร็งเต้านม” นั้นติดอันดับอย่างไม่ต้องสงสัย จะเป็นรองก็แค่มะเร็งปอดเท่านั้น ซึ่งจริงๆแล้วมะเร็งเต้านมนั้นก็ไม่ต่างจากมะเร็งชนิดอื่นๆ คือกว่าจะรู้ว่าเกิดเนื้อร้ายขึ้นอาการก็ค่อนข้างหนักแล้ว แต่หากสาวๆหมั่นคอยสังเกตเต้านมตัวเองอย่างสม่ำเสมอ ก็จะสามารถป้องกันการเกิดมะเร็งเต้านมได้อย่างทันท่วงที ถึงแม้ว่าการตรวจในเบื้องต้นจะยากสักหน่อย แต่เราก็มีวิธีตรวจมะเร็งด้วยตัวเองอย่างง่ายๆด้วยตัวเอง หรือจะเอาให้ชัวร์ก็สามารถไปตรวจกับแพทย์ที่โรงพยาบาลได้ ซึ่งการตรวจหามะเร็งเต้านมนั้น ค่าใช้จ่ายไม่แพงอย่างที่คิด ก่อนอื่นเรามาดูสาเหตุที่ทำให้เกิดมะเร็งเต้านมกันก่อนเพื่อความเข้าใจในเบื้องต้น                

จริงๆแล้วสาเหตุการเกิดมะเร็งเต้านมนั้นยังไม่แน่ชัด อาจเกิดได้จากสาเหตุทั้งในเรื่อง

อายุ พบว่าผู้หญิงที่มีอายุตั้งแต่ 19-90 ปี มีโอกาสเป็นมะเร็งเต้านมได้ แต่กลุ่มเสี่ยงก็คือผู้หญิงที่มีอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป
กรรมพันธุ์ พบว่าคนที่มีคนในครอบครัวเป็นมะเร็งเต้านม จะมีโอกาสเป็นมะเร็งได้สูง
การมีลูก พบว่าผู้หญิงที่มีลูกมีความเสี่ยงกว่าผู้หญิงที่ยังโสด
อาหาร
การออกกำลังกายน้อย
การสูบบุหรี่
คนที่เคยใช้ยาฮอร์โมน
คนที่เคยได้รับการฉายรังสี
อาการเบื้องต้นของคนเป็นมะเร็งเต้านม

อ่านตอนที่ 2 >> “มะเร็งเต้านม” โรคร้ายของผู้หญิง มาดูอาการ สาเหตุและวิธีรักษากันด่วนเลย !!!

หน้าอกมีขนาดใหญ่ผิดปกติ
เจ็บหน้าอกเวลาที่จับหรือใส่ชุดชั้นใน
มีก้อนเนื้อแปลกๆเกิดขึ้นเวลาลูบคลำ
มีของเหลวไหลออกมาจากหัวนมเมื่อบีบที่เต้านม
รู้สึกเจ็บหัวนม หรือหัวนมถูกดึงรั้ง
ผิวบริเวณเต้านมจะหยาบเหมือนเปลือกส้ม
แขนบวม รู้สึกปวดแขนโดยไม่ทราบสาเหตุ
อาจเกิดผื่นแดง ร้อน ที่เต้านมขึ้น
วิธีตรวจหามะเร็งเต้านมด้วยตัวเอง
การตรวจหามะเร็งเต้านมด้วยตัวเอง

อ่านตอนที่ 2 >>



วิธีการตรวจหามะเร็งเต้านมที่ง่ายที่สุดที่สามารถทำได้เองที่บ้านก็คือการคลำหาก้อนเนื้อที่ผิดปกติบริเวณเต้านมของเรา โดยให้ใช้นิ้วชี้ นิ้วกลาง และนิ้วก้อยคลำที่เต้านม โดยเริ่มจากบริเวณเต้านมก่อน จากนั้นก็คลำไปให้รอบเต้านม สังเกตว่าพบก้อนเนื้อแปลกหรือเจ็บตรงไหนเป็นพิเศษหรือเปล่า ถ้าไม่มีก็อาจวางใจได้เปราะหนึ่ง แต่ถ้ามีแนะนำให้ไปตรวจกับหมอที่โรงพยาบาลอีกที ว่าก้อนเนื้อที่เกิดเจอเป็นก้อนซีสต์ธรรมดาๆ หรือเป็นก้อนเนื้อมะเร็งกันแน่
    อีกวิธีในการตรวจสอบว่าเรามีความเสี่ยงเป็นมะเร็งเต้านมหรือไม่ ให้เราก้มตัวลงจับไปที่หัวเข่า จากนั้นใช้มือบีบบริเวณหัวนมดูว่ามีของเหลวอะไรไหลออกมาผิดปกติหรือเปล่า ถ้ามีควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจให้แน่ใจอีกที กันไว้ดีกว่าแก้
ตรวจหามะเร็งเต้านมด้วยวิธี Mamograpy

การตรวจหาเชื้อมะเร็งเต้านมด้วยวิธี Mamograpy เป็นมาตารฐานสากลของการตรวจมะเร็งที่ทั่วโลกยอมรับ สามารถตรวจหาก้อนมะเร็งแม้มีขนาดเล็กได้ ซึ่งจริงๆแล้ว Mamograpy เป็นการ x-ray อย่างหนึ่ง แต่ใช้รังสีในการตรวจสอบน้อยกว่าการ x-ray แบบทั่วไป โดยลักษณะเครื่องจะทำงานหลัก 2 อย่างก็คือ การปล่อยรังสีเพื่อตรวจสอบหาเชื้อ และการกดเต้านมเพื่อให้การหาก้อนมะเร็งมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
การเตรียมตัวก่อนตรวจหามะเร็งด้วยเครื่อง Mamograpy

แจ้งความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับเต้านมให้แพทย์รู้ก่อน ว่าเจ็บตรงไหนอะไรยังไง
ก่อนตรวจงดทาแป้งและน้ำหอมบริเวณหน้าอกหรือรักแร้ เพราะอาจเป็นการรวบกวนเครื่องตรวจ ซึ่งอาจทำให้ผลการตรวจคลาดเคลื่อนได้
หากมีฟิล์มเก่าที่เคยตรวจแล้ว อย่าลืมเอามาด้วย
วิธีการรักษามะเร็งเต้านม

วิธีการรักษามะเร็งเต้านม หากมะเร็งยังไม่ลุกลามมาก คือยังไม่แพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลือง หรือส่วนต่างๆของร่ายกายก็สามารถผ่าเพื่อเอาก้อนเนื้อออกได้ แต่ถ้าเชื้อมะเร็งเริ่มแพร่ออกไปแล้ว อาจต้องรักษาด้วยวิธีเคมีบำบัด(การทำคีโม) , การใช้ยาฮอร์โมน , การฉายรังสี ซึ่งแพทย์จะเลือกวิธีรักษาที่เหมาะกับผู้ป่วยแต่ละราย เพื่อให้ผลการรักษามะเร็งเต้านมได้ผลดีมีประสิทธิภาพสูงสุด
     การป้องกันการเกิดมะเร็งเต้านมที่ดีที่สุดก็คือหมั่นตรวจหาสิ่งผิดปกติที่เกิดขึ้นกับเต้านมเป็นประจำ หรือจะให้ดีก็ไปตรวจสุขภาพประจำไปเลย ตรวจปีละครั้งจะสามารถช่วยป้องการเกิดโรคร้ายแรงที่จะตามมาได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะโรคมะเร็งนี้ โรคที่คร่าชีวิตผู้คนมานักต่อนักแล้ว ดูแลรักษาสุขภาพให้ดีครับ จะได้มีความสุขกายสุขใจเหมือนอย่างคำโบราณที่ว่า “การไม่มีโรค เป็นลาภอันประเสริฐ” ยังไงล่ะครับ
บทความนี้จะบอกถึง 5 สาเหตุที่ชัดเจนที่สุดที่หลายคนอาจไม่เคยทราบมาก่อนและแน่นอนว่าคุณไม่เคยละเลย!

อวัยวะต่างๆ ในร่างกายมนุษย์มีความสำคัญแตกต่างกันไป อวัยวะบางส่วนมีความสำคัญมากกับชีวิตของเรา ในขณะที่อวัยวะบางส่วนมีบทบาทสำคัญและมีความเชื่อมต่อกับอวัยวะอื่นๆ และอวัยวะบางส่วนสามารถปลูกถ่ายแทนที่กันได้



ตับอ่อนเป็นหนึ่งในอวัยวะที่ไม่สามารถถูกแทนที่ได้ มันเป็นอวัยวะที่สำคัญมากมันมีหน้าที่เฉพาะในระบบการย่อยอาหาร กล่าวคือตับอ่อนมีหน้าที่ในการหลั่งเอนไซม์ไปยังลำไส้ นอกจากนี้ยังมีบทบาทสำคัญในระบบต่อมไร้ท่อ ซึ่งมันจะช่วยเพิ่มการปล่อยฮอร์โมน เช่น อินซูลินไปยังเลือดของคุณ

ด้วยเหตุนี้ตับอ่อนจึงมีความสำคัญมากและนี้จึงเป็นเหตุผลที่คุณต้องตระหนักรู้ถึงสัญญาณบางอย่างว่ามีความผิดปกติอะไรกับตับอ่อนของคุณ ซึ่งสามารถนำพาไปถึงโรคมะเร็งตับอ่อน ดังนั้นคุณจึงต้องป้องกันไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อนใดๆ ที่อาจจะนำไปถึงการพัฒนาของโรคมะเร็ง

อาการตับอ่อนอักเสบและมะเร็งตับอ่อน:

-ตับอ่อนอักเสบ อาการที่พบมากที่สุดเริ่มจากการสูญเสียน้ำหนักอย่างฉับพลันโดยไม่มีสาเหตุ ถ้าน้ำหนักของคุณลดลงอย่างรวดเร็วโดยไม่ได้ลดอาหารหรือออกกำลังกายใดๆ คุณควรรีบพบแพทย์ทันที

-ถ้าคุณรู้สึกไม่อยากอาหารและมีภาวะซึมเศร้า

-มีอุณหภูมิสูงเพราะพิษไข้ซ้ำไปซ้ำมาอยู่เป็นประจำ

-ผิวและดวงตาของคุณเปลี่ยนเป็นสีเหลือง

-มีอาการปวดในช่องท้องส่วนบนและบริเวณหลังของคุณ

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้เตือนว่าโรคมะเร็งตับอ่อนไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ ถ้าหากมันได้พัฒนามาถึงขั้นสาม กล่าวคือโรคมะเร็งชนิดนี้สามารถรักษาให้หายขาดได้แต่มันต้องอยู่ในระยะเริ่มแรก เพราะถ้ามะเร็งมีการพัฒนาสิ่งเดียวที่จะทำได้ถือการตัดเอาอวัยวะออกมา ซึ่งเราได้อธิบายไว้ข้างต้นแล้วว่าตับอ่อนไม่สามารถถูกแทนที่ได้ และร่างกายของเราจะไม่สามารถทำงานได้อย่างถูกต้องหากขาดอวัยวะส่วนนี้!
นอกจากตอนนี้ต้องระวังเรื่องงูโผล่ชักโครกแล้ว ตะขาบยังเป็นสัตว์มีพิษอีกชนิดหนึ่งที่ทุกคนหวั่นใจ และไม่อยากพบเจอ ช่วงหน้าฝนแบบนี้เจ้าตะขาบก็มาให้เห็นให้เจอตลอด

โดยเฉพาะในห้องน้ำนี่ขยันโผล่หน้าออกมาจากท่อตลอดๆ แต่ไม่ต้องกังวลค่ะ เพราะเรามีวิธีกำจัดตะขาบแบบไม่ให้มันกลับมากวนใจเราอีก มีวิธีอะไรบ้างมาดูกันค่ะ

1.ผงกำจัดปลวกกำจัดตะขาบได้ด้วย ไม่เพียงแต่ใช้กำจัดปลวกเท่านั้นเพราะมันยังทำให้ตะขาบตายได้ด้วย หากตะขาบสัมผัสโดนผงกำจัดปลวก

2.โซดาไฟก็ช่วยได้ บางครั้งตะขาบโผล่ขึ้นมาจากท่อระบายน้ำ วิธีแก้ไขง่ายๆ คือการเทโซดาไฟราดลงไปในท่อ

3.ปูนขาว ใช้ปูนขาวโรยพื้นที่มีความชื้น ตะขาบที่มักจะชอบอยู่ในบริเวณที่มีความชื้นก็จะหนีไป

4.ตะขาบกลัวฤทธิ์ของสบู่ นำสบู่ก้อนเล็กๆ วางไว้ตรงปากท่อระบายน้ำ บริเวณที่ตะขาบมักโผล่ขึ้นมา เมื่อมันมาเจอกับฤทธิ์ของสบู่เข้า มันก็จะกลัวไปเอง
ตับตั้งอยู่บนด้านขวาของหน้าท้องคุณ มันถูกคลุมด้วยซี่โครงของคุณมันเป็นอวัยวะที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในร่างกายมนุษย์ หน้าที่หลักของตับคือช่วยกำจัดสารพิษที่เป็นอันตรายออกไปจากร่างกาย ถ้าปล่อยทิ้งไว้จะทำให้ระบบของร่างกายเสียหาย

มันจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ครวจะรู้ถึงสัญญาณเริ่มของตับว่าเกิดปัญหาร้ายแรง

ในขณะที่ตับมีความเสี่ยงกับโรคต่างๆ มากกว่า 100 ชนิด และโรคของแต่ละคนอาจมีอาการแปลกๆ แตกต่างกัน อย่างไรก็ตามทั้งหมดนี้มีผลต่อตับในลักษณะที่คล้ายกันในช่วงเริ่มต้น

โรคต่างๆที่เกี่ยวข้องกับตับ ประกอบด้วย

โรคตับอักเสบ
โรคตับแข็ง
โรคไขมันในตับ
โรคตับจากแอลกอฮอล์

นี่คือ 12 อาการเริ่มต้นของความเสียหายของตับที่คุณควรระวัง

1.ปวดท้องบ่อย
เมื่อคุณเกิดอาการปวดท้องอยู่บ่อยๆ และมีอาการคลื่นไส้ ในบางครั้งมีการอาเจียนร่วมด้วยคุณควรออกไปตรวจร่างกายทันที เพราะอาการคลื่นไส้เป็นผลมาจากการสะสมสารพิษในร่างกายและยากที่จะกำจัดมันออกไป

2.เบื่ออาหาร
ตับผลิตน้ำดีที่ช่วยในการย่อยอาหาร เมื่อตับของคุณผิดปกติการผลิตน้ำดีจะลดลง และการเผาผลาญอาหารของคุณก็จะลดลงด้วย ดังนั้นคุณจะรู้สึกอิ่มอยู่ตลอดเวลาและทำให้คุณไม่อยากอาหาร

3.ร่างกายรู้สึกเหน็ดเหนื่อย เมื่อยล้า และอ่อนเพลีย
เมื่อมีการสะสมสารพิษมากเกินไปในร่างกาย คุณจะรู้สึกเหนื่อยบ่อยขึ้นแม้หลังจากที่ได้พักผ่อนเต็มที่แล้ว เป็นเพราะสารพิษที่ตับได้รับอากาศมันจะแทรกซึมเข้าสู่กระแสเลือดและมีผลต่อการไหลเวียนของเลือดไปยังส่วนอื่น ๆ ของร่างกายเช่น สมอง กล้ามเนื้อหัวใจ เนื้อเยื่อ และอวัยวะส่วนอื่นๆ

4.มีปัญหาในการย่อยอาหาร
ดังที่กล่าวไปแล้วว่า ตับผลิตน้ำดีที่ช่วยย่อยอาหารเมื่อมันอ่อนแอการผลิตน้ำดีก็จะลดลงและเป็นผลให้อาหารที่คุณกินเข้าไปไม่ถูกย่อยอย่างสมบรูณ์นำไปสู่ปัญหาท้องผูก

5.การเปลี่ยนแปลงในสีอุจจาระ
น้ำดีที่ผลิตโดยตับจะช่วยให้อุจจาระของคุณเป็นสีน้ำตาลเข้ม เมื่อคุณมีปัญหาเกี่ยวกับตับ จะทำให้ตับผลิตน้ำดีน้อยลง จะทำให้อุจจาระเหนียวและมีสีเทา สีซีด และสีเหลือง

6.การเปลี่ยนแปลงในสีของปัสสาวะ
เมื่อคุณมีสีปัสสาวะที่เปลี่ยนไป แม้ว่าคุณจะดื่มน้ำอย่างเพียงพอแล้วก็ตามมันอาจบ่งชี้ถึงปัญหาของตับ เช่น ระดับบิลิรูบินในกระแสเลือดของคุณ ซึ่งไตได้ผลิตออกมาจากนั้นตับจึงต้องขจัดออกไป

ปัสสาวะสีเข้มยังอาจเป็นสัญญาณของการใช้ยาปฏิชีวนะ การคายน้ำหรือการใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารวิตามินบี คุณจึงควรไปพบแพทย์เพื่อการวินิจฉัยที่ถูกต้อง

7.มีความเป็นไปได้สูงที่จะเป็นโรคดีซ่าน
เมื่อบิลิรูบินอยู่ในกระแสเลือดของคุณเพิ่มมากขึ้น เป็นผลมาจากการทำงานที่ล้มเหลวของตับที่ไม่สามารถกำจัดมันออกไป คุณจึงมีแนวโน้มที่จะตัวเหลืองซึ่งมักจะเกิดขึ้นที่ผิว ปลายนิ้ว ตา และลิ้นของคุณ

8.การกักเก็บของเหลว
เมื่อตับของคุณมีปัญหามันจะกักเก็บของเหลว เท้าและข้อเท้าของคุณจะขยายบวม คุณจะต้องพบแพทย์เพื่อตรวจสอบหาสาเหตุที่แท้จริง

9.การเปลี่ยนแปลงในช่องท้องของคุณ
เมื่อตับมีปัญหาจะมีภาวะเกิดน้ำในช่องท้อง นี้เป็นอาการเริ่มต้นของความเสียหายในตับที่มีการสะสมของของเหลวในช่องท้อง จะทำให้ท้องป่อง

10.การระคายเคืองผิวเรื้อรัง
ผิวของคุณจะไวต่อสิ่งกระตุ้นเมื่อถูกสัมผัส และมีแนวโน้มที่จะเกิดสะเก็ดและอาการคัน รวมทั้งจะมองเห็นเส้นเลือดดำได้อย่างชัดเจน เมื่อตับของคุณมีปัญหา

11.โรคท้องร่วงและมีเลือดออกในลำไส้
เมื่อตับของคุณมีปัญหาจะมีอาการท้องผูกบ่อยขึ้น และจะมีอาการท้องเสียร่วมอยู่ด้วยหรือแม้กระทั่งมีเลือดออกในลำไส้ หากคุณพบอาการเหล่านี้ควรไปพบแพทย์ของคุณทันที

12.เป็นตะคริวบ่อยและมีอาการปวดท้อง
คุณจะรู้สึกเจ็บปวดบริเวณท้องด้านขวาบนของคุณ เมื่อตับมีปัญหาตับ เพราะบริเวณนี้จะไวต่อการสัมผัส

เมื่อคุณพบอาการต่างๆ เหล่านี้อย่าลังเลที่จะปรึกษาแพทย์ของคุณทันที
หย่อยคล้อยก่อนวัยมันสวยงามที่ไหนกันจ้ะสาวๆ อยากให้อกอึ๋มฟิตแอนด์เฟิร์มตลอดเวลาเนี่ย สาวๆต้องกำจัดนิสัยบางอย่างออกไป!! มาดูกันเลยจ้าว่ามีอะไรบ้างที่ทำให้หน่มน้มของสาวๆหย่อนยาน

 1. ใส่บราขนาดใหญ่กว่าหน้าอก
 เข้าใจนะคะว่าสาว ๆ บางคนอยากอัพไซส์หน้าอกตัวเองด้วยการเลือกใส่บราที่มีขนาดใหญ่กว่าหน้าอกจริง แต่สาว ๆ รู้ไหมคะว่าการเลือกใส่บราที่ใหญ่เกินกว่าขนาดของหน้าอกจริง นอกจากจะดูไม่สวย ไม่กระชับแล้ว ยังจะทำให้หน้าอกของคุณหย่อนยานเร็วขึ้นอีกด้วย แต่ทั้งนี้ถ้าใครอยากจะให้หน้าอกดูใหญ่ขึ้น ก็ควรที่จะเลือกใส่บราที่มีฟองน้ำดันเสริมจะดีกว่าค่ะ เพื่อความกระชับของหน้าอก แถมไม่ต้องกลัวว่าจะหย่อนคล้อยอีกด้วย


2. ไม่สวมบรา
สิ่งต้องห้ามสำหรับสาว ๆ คือการไม่สวมบรา เพราะจะทำให้เคลื่อนไหวไม่สะดวก และเสียบุคลิก ที่สำคัญแรงโน้มถ่วงของโลกก็จะทำให้นมของคุณหย่อนยานได้แบบไม่รู้ตัว สาว ๆ คนไหนที่ขี้เกียจใส่บราเลิกซะนะคะ

3. ลดน้ำหนักแบบหักโหม
การลดน้ำหนักแบบเร่งด่วน จริงอยู่ว่าอาจจะทำให้น้ำหนักของคุณลดลงอย่างรวดเร็ว แต่อย่าลืมนะคะว่าหน้าอกของคุณก็มีไขมันเป็นส่วนประกอบอยู่เหมือนกัน ดังนั้นให้นึกไว้เลยว่าเมื่อไหร่ที่น้ำหนักคุณลดลงฮวบฮาบ เมื่อนั้นหน้าอกของคุณก็จะปรับสภาพไม่ทันและจะหย่อนยานโตงเตงเป็นถุงกาแฟแน่นอน

4. สูบบุหรี่จัด
การสูบบุหรี่จัดเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เลือดไปหล่อเลี้ยงบริเวณผิวหนังไม่เพียงพอ ดังนั้นจึงเป็นอีกพฤติกรรมหนึ่งที่จะทำให้หน้าอกหย่อนยานได้เช่นกัน

 5. ออกกำลังกายหนักเกินไป
สำหรับการออกกำลังกายในที่นี้หมายถึงการออกกำลังกายท่าที่ต้องออกแรงต้านแรงโน้มถ่วงของโลก หรือท่าที่ต้องเคลื่อนไหวขึ้น ๆ ลง ๆ เพราะถ้าหากคุณออกแรงมาก ๆ และทำเป็นเวลานาน ๆ หน้าอกของคุณก็จะค่อย ๆ หย่อนยานลง แต่ทั้งนี้ก็มีวิธีแก้ไขคือการเลือกสวมใส่สปอร์ตบราทุกครั้งที่ออกกำลังกาย และควรหันไปเน้นการออกกำลังกายแบบอื่นให้มากขึ้น แค่นี้ก็สามารถช่วยได้แล้วค่ะ
สาวๆ คนไหนไม่รู้จัก ผ้าอนามัย บ้างคะ คงจะไม่มีใครที่ไม่รู้จักใช่ไหมคะ แต่จะมีสักกี่คนนะที่ใช้ได้อย่างถูกต้อง วันนี้เราเลยมีเรื่องเกี่ยวกับ ผ้าอนามัย มาฝากสาวๆ กันค่ะ

1. เปลี่ยนบ่อยอย่างน้อย 2 ผืน ความอับชื้นจะทำให้แบคทีเรียในผ้าเติบโตได้ดี จนคุณอาจจะติดเชื้อในช่องคลอด ยิ่งถ้าสะสมไว้นานๆ ขอบอกว่านี่ล่ะตัวการมะเร็งปากมดลูก

2. หลีกเลี่ยงที่ชื้นแฉะ ไม่ควรเก็บผ้าอนามัย ไว้ในห้องน้ำ ถึงแม้คุณจะเก็บในลิ้นชักห่างไกลจากบรรดาก๊อกน้ำแล้วก็ตาม เพราะเนื้อผ้าที่อ่อนนุ่ม อมความชื้นได้ดี เหมาะจะเป็นที่เฮฮาปาร์ตี้ขอองเชื้อโรคเป็นที่สุด เพื่อความปลอดภัยควรเก็บผ้าอนามัย ไว้ในที่ที่แห้ง สะอาด อย่างตู้เสื้อผ้าจะดีกว่า

3. อ่านวันหมดอายุก่อนใช้ ผลสำรวจบอกว่ามีผู้หญิงไม่ถึง 1% ที่จะสังเกตวันหมดอายุของ ผ้าอนามัย ทั้งๆ ที่มันก็เหมือนกับสินค้าอื่นๆ ยิ่งใกล้วันหมดอายุเท่าไรคุณภาพก็จะยิ่งลดลง

4. ผ้าแบบซึมซับมากประโยชน์น้อย ผู้หญิงบางคนชอบใช้ ผ้าอนามัย แบบซึมซับได้มากๆ เพื่อที่จะไม่ต้องเปลี่ยนเลยตลอดวัน ขอบอกว่านี่เป็นความคิดที่อันตรายมาก เพราะเลือดเป็นอาหารของเชื้อแบคทีเรีย หลักการใช้ผ้าอนามัยที่ถูกคือต้องเปลี่ยนทุกๆ 2 ชั่วโมง เพื่อให้จุดซ่อนเร้นสะอาดไม่อับชื้น วิธีนี้ช่วยลดโอกาสการเป็นมะเร็งปากมดลูกได้อีกทางหนึ่งด้วย
1. มีเลือดออกผิดปกติ ที่ไม่ใช่ประจำเดือน
เช่น เลือดออกหลังจากมีเพศสัมพันธ์ มีเลือดออกหลังจากหมดประจำเดือนแล้ว เลือดออกเป็นระยะ เลือดออกหลังจากตรวจภายใน

2. เลือดออกหลังวัยทอง
เช่น หญิงวัย 55 ปี หมดประจำเดือนไป 3 ปี แล้วมีเลือดออกจากช่องคลอดอีก อย่างนี้ควรรีบปรึกษาแพทย์

3. ตกขาวผิดปกติ
อาการตกขาวของผู้หญิงแต่ละคนอาจจะไม่เหมือนกัน การจะสังเกตว่าอาการตกขาวผิดปกติหรือไม่ ให้ใช้วิธีสังเกตจากอาการที่แตกต่างไปตนเองเคยเป็นมา เช่น ตกขาวที่ผิดปกติจะมีลักษณะเป็นหนอง กลิ่นเหม็นหรือมีลักษณะคล้ายน้ำไหลออกมาจากช่องคลอด อาการตกขาวซึ่งอาจจะมีเลือดปน

4. ปัสสาวะขัด ปวดแสบ
อาการปวดแสบ ปัสสาวะขัด อาจเป็นสัญญาณของมะเร็งปากมดลูกได้ อย่างไรก็ตาม อาการปัสสาวะขัด อาจเกิดขึ้นได้เสมอจากการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ และพบได้บ่อยซึ่งยังถือว่าไม่ได้ชี้ชัดเรื่องมะเร็งปากมดลูกเลยทีเดียว เพียงแต่ไม่ควรประมาทและสังเกตอาการอื่นร่วมด้วย

5. มีอาการเจ็บขณะร่วมเพศ
อาการเจ็บขณะร่วมเพศ อาจะเป็นสัญญาณของมะเร็งปากมดลูกได่้เช่นกัน

6. ประจำเดือนมามากและนานผิดปกติ
สังเกตจากการมีประจำเดือนตามปกติ หากมีมามากกว่าที่เคยเป็น และนานกว่าที่เคยเป็น อาจเป็นสัญญาณของมะเร็งปากมดลูกได้

7. กลั้นปัสสาวะไม่อยู่
ปัญหาการกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ เป็นประเด็นสำคัญอย่างหนึ่ง เพราะจากสถิติผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูก มักจะจำได้ว่าเคยมีอาการกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ และมีเลือดปนในปัสสาวะ

8. เจ็บปวดตามร่างกาย
สัญญาณทั่วไปของมะเร็งปากมดลูก คือ อาการเจ็บปวดตามร่างกาย และเน้นโดยเฉพาะ ขา หลัง และ เชิงกราน ผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกมักจะมีประวัติว่าเคยมีอาการเหล่านี้ เนื่องจากมะเร็งที่แพร่กระจายส่งผลต่อระบบการหมุนเวียนของกระแสเลือด

9. อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย
อาการอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย อาจเป็นสัญญาณเตือนได้ โดยเฉพาะหากมีอาการอื่นๆตามที่กล่าวมาข้างต้นร่วมด้วย เมื่อมีมะเร็งแพร่ขยาย ระบบการรักษาสมดุลของร่างกายจะทำงานอย่างหนักเพื่อทำการต่อต้านและกำจัดออกไป

10. น้ำหนักลดไม่ทราบสาเหตุ
ตามปกติร่างกายจะสร้างโปรตีนเล็กๆชื่อว่า cytokines ทำหน้าที่กำจัดไขมันส่วนเกินเพื่อไม่ให้มีมากเกินกว่าระดับปกติ และกรณีเดียวกันนี้ เมื่อเกิดมะเร็ง ร่างกายก็จะสร้างกลไกแบบเดียวกันนี้ ทั้งที่คุณไม่ได้อดอาหาร จึงทำให้น้ำหนักลดและร่างกายซูบผอมได้
การลุกจากที่นอนอย่างกระทันหันทำให้ขาดเลือดไปเลี้ยงสมอง ความดันโลหิตลดต่ำ จนวิงเวียนล้มลงไป บางคนถึงกับกระดูกกะโหลกศีรษะแตก

ส่วนบางคน หัวใจมีปัญหา กลางวันเต้นเป็นปกติ แต่กลางคืนกลับขาดเลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ ทำให้หัวใจหดตัวเนื่องจากลุกจากที่นอนอย่าง กระทันหัน ความ ดันโลหิตลดต่ำลงขาดเลือด ไปเลี้ยงสมอง หัวใจก็หยุดเต้นได้ ถึงแม้จะไม่เสียชีวิตก็กลายเป็นโรคอัมพฤกษ์ไปก็มี

นักวิทยาศาสตร์ มักจะย้ำประโยคหนึ่งอยู่เสมอ ๆ ว่า...

“ครึ่งนาที 3 อย่าง และครึ่งชั่วโมง 3 อย่าง“

วลีนี้เป็นวลีสำคัญ ที่ไม่ต้องเสียเงินหามา แต่ช่วยลดจำนวนผู้เสียชีวิตได้ เป็นจำนวนมาก


ครึ่งนาที 3 อย่าง หมายถึง...

1.เมื่อตื่นนอนขึ้นมาแล้ว อย่าลุกจากที่นอนในทันที ให้นอนไว้ก่อนครึ่งนาที

2.เมื่อนั่งขึ้นมาก็ให้นั่งอีกครึ่งนาที

3.แล้วเอาขาทอดไว้ที่พื้นอีกครึ่งนาที

ส่วนครึ่งชั่วโมง 3 อย่าง หมายถึง1. ตื่นขึ้นมาตอนเช้า ควรออกกำลังกายครึ่งชั่วโมง (หนักเบา แล้วแต่ละบุคคล)

2. ตอนเที่ยง ควรนอนกลางวัน ประมาณ ครึ่งชั่วโมง ตอนบ่ายจะมีพละกำลังเต็มที่ (เพราะผู้สูงอายุมักจะตื่นนอนแต่เช้า กลางวันจึง ควรพักผ่อนให้มาก)

3. ตอนเย็น ผู้สูงอายุควรเดินช้าๆ สักครึ่งชั่วโมง จะทำให้ตอนกลางคืนหลับสบาย สามารถลดอัตราการเป็นโรคที่เกิดจากกล้ามเนื้อหัวใจตีบและความดันโลหิตสูงได้

เพราะว่าความรู้นี้ สอนคนได้ ช่วยคนก็ได้

4 วิธีง่ายๆในการปฐมพยาบาลดังข้างล่างนี้

1.สำลักอาหาร

วิธีจัดการ----แค่ยกมือขึ้นไป

2. ตกหมอน คุณเคยตื่นขึ้นมาตอนเช้าแล้วพบว่าตัวเองตกหมอนนั้นก็คือปวดคอ ถ้าหากตกหมอน คุณควรทำอย่างไร ถ้าหากตกหมอน แค่ยกขาขึ้นมา จับนิ้วโป้งของเท้าค่อยๆนวดและหมุนตามเข็มนาฬิกาหรือทวนเข็มนาฬิกา

3. ขาเป็นตะคริว เวลาขาซ้ายเป็นตะคริว ให้ยกมือขวาขึ้นสูงๆ เวลาขาขวาเป็นตะคริว ให้ยกมือซ้ายขึ้นสูงๆ จะรู้สึกสบายผ่อนคลายทันที

4. ขาชา ถ้าขาซ้ายชาสบัดมือขวาจาก.ช้าไปหาเร็ว ถ้าขาขวาชาก็สบัดมือซ้ายจากช้าไปเร็ว
 

ใครไม่เคยปวดหลังร้าวชาลงขา เดินไม่ได้ ก้มไม่ได้ ต้องไม่เคยลิ้มรสความทรมานจากโรคกระดูกทับเส้น คุณเองป้องกันได้นะครับ

กระดูกทับเส้น หรือ โรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท คือ โรคที่เกิดจากการที่หมอนรองกระดูกสันหลังของเราปลิ้น โป่งออกมาจากแนวกระดูกสันหลังจนไปเบียดทับกับเส้นประสาทรอบๆแนวกระดูกสันหลัง

เริ่มแรกผู้ป่วยมักจะมีอาการปวดหลังบริเวณเอว เป็นๆ หายๆ ซึ่งอาการดังกล่าวจะเป็นมากเวลาทำงาน เช่นยืน ก้ม เงย หรือนั่งนานๆ และจะดีขึ้นเมื่อได้นอนพัก

ต่อมาจึงปรากฎอาการสำคัญที่บ่งบอกว่าหมอนรองกระดูกสันหลังเกิดโป่งขึ้นมากดทับเส้นประสาทคืออาการปวดหลังรุนแรงอย่างเฉียบพลัน และมีอาการปวดร้าวลงมาที่ขา น่อง ตาตุ่มหรือเท้า ร่วมกับมีอาการชาขาหรือเท้าด้วย.....

เคยให้วิธีการตรวจว่าเป็นโรคกระดูกทับเส้นหรือไม่ ลองค้นดูโพสเก่าๆนะครับ




วันนี้หมอมาแนะนำท่ากายบริหารเพื่อยืดหลัง ยืดกล้ามเนื้อสะโพก ต้นขา ป้องกันโรคกระดูกทับเส้น และแก้ปวดหลัง,เอวได้ด้วย

        เริ่มด้วยการนอนราบ ยกเข่าขวาขึ้นให้ต้นขาชิดหน้าท้อง ตามรูปทั้งรูปบนและล่าง ตอนหายใจเข้าพยายามดึงเข่าเข้าหาตัว ทำช้าๆค้างไว้นับ 1-10 แล้วคลาย ทำซ้ำ 10 ครั้งต่อท่า ทำก่อนนอนทุกวันครับ

ต้องระวังกันอีกแล้วสำหรับผู้ใช้รถยนต์ ล่าสุดมีการเผยวิธีการโจรกรรมรถอีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งมีความซับซ้อนมากขึ้นกว่าวิธีการในอดีตที่ผ่านมา

โดยวิธีดังกล่าวก็คือ มีการมีการใช้เหรียญมาหนีบไว้ที่ประตูรถบริเวณด้านคนนั่ง หลังจากที่หนีบไว้เรียบร้อยแล้ว โจรก็จะรอจังหวะให้คุณจอดรถอีกครั้ง ซึ่งพวกมันก็จะตามคุณไปเรื่อยๆ เมื่อคุณจอดรถ ประตูฝั่งที่หนีบเหรียญไว้จะไม่สามารถล็อคได้ แม้จะมีระบบเซ็นทรัลล็อคก็ตาม และเมื่อคุณออกจากรถไป โจรก็จะถือโอกาสนี้ขโมยรถของคุณทันที

ถือว่าค่อนข้างน่ากลัว และยากที่จะคาดเดาจริงๆ สำหรับวิธีการต่างๆ ที่เหล่าโจรคิดค้นกันขึ้นมา เพื่อที่จะทำการโจรกรรมรถยนต์คันแล้วคันเล่า อย่างไรก็ตามต้องฝากเตือนผู้ใช้รถทุกท่านให้ระมัดระวังและใช้การสังเกตให้มากกว่าเดิมซักนิดนึง รับรองถ้าท่านเป็นคนหูตาไว จะปลอดภัยจากสิ่งเหล่านี้อย่างแน่นอน

 

กระเบื้องในห้องครัวและห้องน้ำเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรคและคราบสกปรกมากมายชนิดที่คุณแม่บ้านหลายๆคนยังยอมแพ้ให้ วันนี้เราจะมาสอนเคล็ดลับง่ายๆให้คุณจัดการกับคราบบนกระเบื้องได้สะอาดหมดจดชนิดที่ว่าคุณสามีจะต้องอึ้ง!

วิธีนี้ไม่ต้องจ้างคนมาเปลี่ยนกระเบื้องหรือลงทุนอะไรมากมาย กระเบื้องที่ดูไม่น่ามองจะกลับมาดูเหมือนใหม่ได้ภายในวันเดียว!



1. เตรียมน้ำดื่มขวด 500 c.c. 1ขวด เทน้ำออกมาใส่แก้วไว้ครึ่งนึง (250 c.c.)

2. เติมผงสบู่ 1 ฝา ลงไปในขวดน้ำ

3. เติมจิ๊กโฉ่วหรือน้ำส้มสายชูลงไป 2 ฝา

4. เติมแอลกอฮอล์ลงไป 3 ฝา

5. สุดท้ายเติมแป้งทำอาหารลงไปครึ่งฝา



6. เขย่าให้ส่วนผสมในขวดละลายน้ำเข้ากัน ก็จะได้น้ำยาทำความสะอาดกระเบื้อง

นำน้ำยาทำความสะอาดที่ได้พ่นใส่จุดที่สกปรก แล้วใช้ผ้าสะอาดเช็ดตาม เพียงแค่นี้ก็สามารถขจัดคราบมันและคราบสกปรกออกได้อย่างง่ายดาย!
แพทย์ผ่าตัดโรคหัวใจมือหนึ่ง..เล่าเรื่องประสบการณ์ขอขมาเจ้ากรรมนายเวรและบทขอขมาอโหสิกรรม..ว่า ปกติเป็นคนที่สวดมนต์ ไหว้พระก่อนนอนจะท่องเฉพาะบท “นโมตัสสะ ฯลฯ” กราบ 3 ครั้ง แล้วนอนเลยแต่เมื่อก่อนปีใหม่ ได้หนังสือสวดมนต์มา ก็เลยได้สวดบทขอขมาอโหสิกรรม เจ้ากรรมนายเวร



ตอนสวดครั้งแรก ก็ไม่คิดอะไรมาก คิดแค่ว่าเป็นบทที่น่าสวดดี หลังจากสวดเสร็จ .คืนนั้น…ฝันเห็นผู้หญิงใส่ชุด สีชมพูแดง มานั่งคุยด้วยเธอบอกว่า เมื่อก่อนโกรธเรามาก แต่มาวันนี้ไม่โกรธแล้ว พอเราตื่นขึ้นมา เรารู้สึกว่าอิ่มเอมใจแบบอธิบายไม่ถูก คุยกับแม่ แม่ว่า คงเป็นเจ้ากรรมนายเวรเขามาอโหสิกรรมให้ ก็เลยไปเล่าให้เพื่อน สนิทฟัง เพื่อนก็เลยขอให้ส่งบทสวด บทนั้นให้ พอเพื่อนเราสวด เธอก็ฝันเห็นเด็กตัวเล็ก ๆ บอกเธอว่า เขากำลังจะไปเกิด เธอบอกว่าเธอรู้สึกดีมาก ๆ ก็เลยอยากจะแชร์บท สวดมนต์ให้เพื่อนๆเผื่อใครสนใจอยากจะสวดบทอธิฐานขออโหสิกรรมกายะกัมมัง วะจีกัมมัง มะโนกัมมัง สัญจิจจะกัมมัง อะสัญจิจจะกัมมัง ขะมันตุ เม อะโหสิกัมมัง ภะวะตุ เมกรรมใด ๆ ไม่ว่าจะเป็น กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ที่ข้าพเจ้าได้ทำล่วงเกินแก่ผู้ใดทั้งโดยตั้งใจก็ดีไม่ได้ตั้งใจก็ดี ในภพชาติใดก็ตาม ขอให้เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลาย จงโปรดยกโทษ ให้เป็นอโหสิกรรมให้แก่ข้าพเจ้าอย่าได้จองเวรจองกรรม ต่อกันอีกเลย แม้แต่กรรมใดที่ใคร ๆ ทำแก่ข้าพเจ้าก็ตามข้าพเจ้าขออโหสิกรรม ให้ทั้งสิ้น …. ยกถวายพระพุทธเจ้าเป็นอภัยทาน ขอจงดลใจให้ เขาเหล่านั้น กลับมีเมตตาจิตคิดเป็นมิตรกับข้าพเจ้า เพื่อจะได้ไม่มีเวรกรรม ต่อกันตลอดไป

ด้วยอานิสงส์…แห่งอภัยทานนี้ ขอให้ข้าพเจ้า พร้อมทั้งครอบครัว ตลอดจน…วงศาคณาญาติ ผู้มีอุปการคุณ ของข้าพเจ้าพ้นจากความทุกข์ยาก ลำบาก เข็ญใจ ความทุกข์อย่าได้ใกล้ความเจ็บไข้อย่าได้มี ขอให้มีความสุขสวัสดี มีชัย เสนียดจัญไรและอุปัทวันตรายทั้งหลาย จงเสื่อมสิ้นหายไป นึกคิดปรารถนาสิ่งใด ที่เป็นไปโดยชอบประกอบด้วยธรรม ขอให้สิ่งนั้น จงพลันสำเร็จจงพลันสำเร็จ…จงพลันสำเร็จ เทอญ

นิพพานัง ปัจจะโย โหตุ
แพทย์อธิบายปัญหาเกี่ยวกับการได้ยินว่าส่วนใหญ่อาการนี้จะเกิดขึ้นเมื่อเรามีอายุที่มากขึ้นและกับผู้สูงอายุ แต่ทุกวันนี้มีคนเป็นจำนวนมากทั่วโลกกำลังประสบปัญหาการได้ยินอีกทั้งมันยังเกิดขึ้นกับคนทุกเพศทุกวัยอีกด้วย

การสูญเสียการได้ยินสร้างปัญหาต่อการดำเนินชีวิตและลดความสามารถในการทำงาน ยกตัวอย่างเช่น บุคคลที่มีปัญหาเกี่ยวกับการได้ยินมักจะประสบปัญหาต่างๆ ในขณะที่ทำงาน และปัญหาการได้ยินอาจทำให้ชีวิตของคุณอยู่ในความเสี่ยงเพราะคุณอาจไม่ได้ยินเสียงแตรของรถยนต์ในขณะที่คุณกำลังขับรถหรือขณะที่คุณกำลังเดิน

ด้วยเหตุนี้คนเป็นจำนวนมากจึงพยายามหาซื้อยามาเพื่อรักษาปัญหาการได้ยินเสียงที่ผิดปกตินี้ แต่ยาเหล่านั้นประกอบไปด้วยสารเคมีที่ส่งผลร้ายต่อสุขภาพอีกทั้งยังให้ประสิทธิภาพไม่ดีอย่างที่เราคาดหวังไว้

ในบทความนี้เราจะนำเสนอสูตรรักษาธรรมชาติที่สมบูรณ์แบบที่สุดสำหรับฟื้นฟูการได้ยินเสียงของคุณให้กลับมาดีขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์

วิธีการรักษานี้ได้รับการพิสูจน์แล้วว่ามีประสิทธิภาพและให้ผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยมมากแม้ในคนที่มีอายุ 80-90 ปี มันสามารถกู้คืนการได้ยินของคุณได้ถึง 97%

วิธีการรักษาทำง่ายมากและส่วนผสมที่ต้องใช้อาจมีอยู่ในครัวของคุณแล้วก็ได้

กระเทียมเป็นหนึ่งในสมุนไพรที่ดีต่อสุขภาพมาก มันนิยมนำมาใช้ในการปรุงอาหารแต่นอกเหนือจากนั้นมันยังถูกนำมาใช้สำหรับรักษาสุขภาพอีกเช่นกัน

และนี้คือวิธีใช้กระเทียมสำหรับฟื้นฟูการได้ยินของคุณ:

ส่วนผสม:

กระเทียม 3 กลีบ
น้ำมันมะกอก
ผ้าฝ้ายหรือผ้ากอซ
หลอดหยด

วิธีทำ:

ขั้นตอนแรกคือการปอกเปลือกกระเทียมและนำไปล้างให้สะอาด จากนั้นนำกระเทียมมาบดเพื่อสกัดเอาน้ำออกมา ขั้นตอนต่อไปคือการผสมน้ำกระเทียมกับน้ำมันมะกอกและเทส่วนผสมนี้ลงในหลอดหยด

วิธีใช้:

หยดส่วนผสมนี้ประมาณ 3-4 หยดลงในหูของคุณ และปิดหูด้วยผ้าฝ้ายหรือผ้ากอซ จากนั้นนอนตะแคงข้างเพื่อให้น้ำมันไหลลงไปในหูของคุณ

คุณจะรู้สึกได้ทันทีตั้งแต่เริ่มใช้การรักษานี้และแน่นอนว่าคุณจะประหลาดใจกับผลลัพธ์ที่น่าทึ่งนี้
 

พ่อแม่ทุกคนมักเครียดเมื่อลูกน้อยเป็นไข้ มีการศึกษามากมายกล่าวว่าลูกน้อยสุขภาพดีได้ อาการไข้ไม่ใช่เรื่องอันตราย แต่!นั่นเป็นปฏิกริยาทางร่างกายที่กำลังต่อสู้กับการติดเชื้อ

อย่างไรก็ตามการเป็นไข้ทำให้ร่างกายแย่ลงแม้เป็นเพียงไม่กี่วัน คุณควรหมั่นไปพบแพทย์เพื่อรักษาอาการ เราขอแนะนำขั้นตอนง่ายๆที่จะช่วยให้คุณลดไข้ลูกน้อย ตามขั้นตอนการรักษาที่ใช้เวลาน้อยกว่า 5 นาที

นำผ้าเย็นแปะหน้าผาก

การลดอาการไข้ คุณควรใช้ผ้าเย็นชุบหมาดวางไว้บนหน้าผากของลูกน้อย เพื่อผลที่ดีที่สุดควรทำตอนเขาหลับ

บดมันฝรั่ง

ล้าง ปอกเปลือก บดมันฝรั่ง จากนั้นนำมันฝรั่งบดใส่ไว้ในถุงเท้าของลูกจะทำให้รู้สึกผ่อนคลาย

อาบน้ำอุ่น

ห้ามอาบน้ำด้วยน้ำเย็นเด็ดขาดเพราะมันป็นการเพิ่มอุณหภูมิในร่างกายจะทำให้ลูกน้อยตัวสั่น และการอาบน้ำอุ่นจะทำให้เกิดการระเหยและร่างกายจะเย็นลงได้

บรั่นดีและน้ำ

ผสมบรั่นดีและน้ำปริมาณเท่ากันในชามและชุบด้วยผ้าพันแผล จากนั้นก็บิดแล้วนำไปไว้ในถุงเท้าลูกน้อย

ให้ลูกน้อยอยู่ในที่ที่ถ่ายเทสะดวก

ลูกน้อยควรอยู่ภายในบ้านที่ที่อากาศเย็น หากไปข้างนอกก็ต้องมั่นใจว่าอยู่ในที่ร่ม

เปิดพัดลม

เปิดพัดลมเบอร์เบาสุด เพื่อถ่ายเทอากาศภายในห้อง แต่ห้ามเป่าลูกน้อยโดยตรง

ใส่เสื้อผ้าน้อยชิ้น

เพื่อให้ความร้อนร่างกายลูกน้อยผ่านผิวหนัง คุณควรถอดเสื้อผ้าลูกหากใส่หลายชั้นและแต่งกายลูกให้บางที่สุด ถ้าหากลูกตัวสั่นก็คลุมด้วยผ้าห่มให้ร่างกายอบอุ่น

**เคล็ดลับสำคัญ

คุณต้องรีบพาลูกไปพบแพทย์ให้ไวที่สุดเท่าที่จะทำได้ ถ้าเกิดเหตุการณ์
ลูกน้อยของคุณอายุน้อยกว่า 3 เดือนและเป็นไข้

ลูกน้อยอายุ 3-5 เดือน มีอุณหภูมิสูงถึง 101 องศาฟาเรนไฮต์ (38.3องศาเซลเซียส)หรือมากกว่านั้น

ลูกน้อยอายุมากกว่า 6 เดือน มีอุณหภูมิสูงถึง 102 องศาฟาเรนไฮต์ (38.9 องศาเซลเซียส)หรือมากกว่านั้น

อากาศร้อนๆ แบบนี้ไม่มีอะไรจะทำให้เราชื่นใจไปกว่าแตงโมลูกโตๆ ที่แสนและหวานเย็นฉ่ำ แต่ถึงกระนั้นก็ไม่ใช่ว่าแตงโมที่วางขายทั่วไปจะอร่อยเหมือนกันหมด เรารู้จักเลือก รู้จักซื้อแตงโมลูกดีๆ ให้เป็นด้วย

บอกเลยละกันว่าจริงๆ แล้วเราสามารถเลือกแตงโมได้จากเปลือกของมันเอง อีกทั้งยังมี 5 เทคนิควิธีการเลือกแตงโมลูกโตๆ หวานๆ ตามคำบอกเล่าของจากชาวนาผู้เชี่ยวชาญกันด้วย ฉะนั้นจะรอช้าอยู่ไย ไปดูกันเลย

1. ดูจากขนาด
เป็นความจริงที่คนมากมายมักเชื่อว่าผลไม้ที่มีขนาดใหญ่จะมีรสชาติดีกว่าขนาดอื่นๆ ซึ่งใช้ไม่ได้กับแตงโม เราควรเลือกซื้อแตงโมขนาดกลางมากกว่า เพื่อให้ได้ผลที่ดีที่สุด

2. ดูจากเพศของแตงโม
หากคุณเน้นที่คุณภาพไม่เน้นปริมาณ แตงโมเพศเมีย คือ คำตอบของคุณ เพราะแตงโมเพศเมียจะมีรสชาติที่หวานกว่าเพศผู้ ในขณะที่แตงโมเพศผู้นั้นจะมีปริมาณน้ำมากกว่า ส่วนการแยกเพศแตงโมเราสามารถสังเกตได้จากรูปร่างของมัน โดยแตงโมเพศผู้จะยืดและยาวกว่า ขณะที่เพศเมียจะอวบและกลมกว่า

3. วงด่างสีเหลืองขุ่นบนผลแตงโม
หลายคนอาจสงสัยว่าอะไรคือ วงด่างสีเหลืองขุ่นบนผลแตงโม แต่หากสังเกตให้ดี แตงโมจะมีวงด่างสีเหลืองนี้บนผลทุกลูกอยู่แล้ว เนื่องจากผลแตงโมแนบอยู่กับดินเป็นเวลานาน ส่วนวิธีการเลือกแตงโมจากเทคนิคนี้ เราควรเลือกวงด่างที่มีสีเหลืองเข้มๆ เพราะมันบ่งบอกว่าแตงโมผลนั้นได้มีเวลาสุกอยู่บนต้นนานก่อนที่จะเก็บ ทำให้มีรสหวานอร่อยกว่าลูกที่มีจุดสีขาวหรือไม่มีเลย ฉะนั้นเวลาไปซื้อแตงโมก็พลิกหาเจ้าวงด่างนี้นิดนึง ถ้าเลือกที่มีสีเหลืองเข้มจนออกเป็นสีทองได้ยิ่งดี

4. เถาของแตงโม
เถาของแตงโมเป็นตัวบ่งบอกความสุกงอมของมัน และเพื่อที่จะเก็บแตงโมที่คุณภาพเยี่ยม ควรเลือกซื้อแตงโมที่มีเถาแห้งๆ เพราะหากเป็นเถาสีเขียวมีความหมายว่ามันถูกเก็บมาเร็วเกินไป รสชาติมันยังไม่เยี่ยมที่สุดเท่าแตงโมที่ควรจะเป็น

5. รอยแตกรูปใยแมงมุมของแตงโม
รอยแตกบนผิวรูปใยแมงมุมของแตงโมเป็นตัวที่บ่งชี้ว่ามีเคยผึ้งสัมผัสมันบ่อยแค่ไหน หากยิ่งมากครั้ง รอยแตกนี้ยิ่งใหญ่ ซึ่งก็เป็นสัญญาณของการผสมเกสรดอกไม้ของผึ้งและบอกเราได้ว่าแตงโมผลนี้หวานมากแค่ไหน
วลาเรากำลังนอนหลับพักผ่อน เคยรู้สึกตัวหรือไม่ว่า ตอนเรานอนนั้นร่างกายของเราเกิดการกระตุก เช่น ขากระตุก แขนกระตุก บางครั้งเราก็รู้ตัว บางครั้งก็ไม่รู้ตัว โดยอากานี้เรียกว่า hypnic jeks หรือ คือ อาการกระตุกขณะนอนหลับ

อาการกระตุกขณะนอนหลับนั้นเกิดจาก การทำงานของกล้ามเนื้อเป็นระยะขณะนอนหลับ มีระดับความรุนแรงต่างกัน บางคนแค่กระดิกเท้า หรือบางคนรุนแรงถีบผ้าห่มก็มี ส่วนใหญ่มักไม่รู้ตัว หรือรู้สึกตัวเพียงเล็กน้อยแล้วหลับต่อ หรือหากกระตุกบ่อยครั้งต่อคืน อาจทำให้เกิดการพักผ่อนที่ไม่เพียงพอได้ โดยอวัยวะที่เกิดอาการกระตุกบ่อยๆ ได้แก่ขา จึงมีชื่อเรียกเฉพาะทางว่า โรคภาวะขากระตุกขณะนอนหลับ

ส่วนใหญ่สันนิษฐานว่าอาการนี้เกิดจากความเครียดก่อนจะนอนหลับ หรือเกิดจากโรคบางชนิด เช่น โรคเส้นเลือดในสมองตีบ โรคไต โรคเบาหวาน ยังสันนิษฐานอีกว่าเกิดจากปฏิกิริยาที่สับสนของสมอง ระบบการทำงานของร่างกายปรับตัวน้อยลงในขณะนอนหลับ กล้ามเนื้อต่างๆในร่างกายก็ปรับตัวช้าลงเช่นกัน เมื่อสมองสับสน เพราะกล้ามเนื้อคลายตัวพร้อมกัน ทำให้รู้สึกเหมือนตกจากที่สูง สมองจึงตอบสนองให้กล้ามเนื้อเกร็งกระตุกอย่างรวดเร็ว

ยังมีโรคที่คล้ายกันกับอาการกระตุกขณะนอนหลับคือ อาการขาอยู่ไม่สึก จะรู้สึกเหมือนอะไรคลานอยู่ที่ขา ทำให้ต้องขยับขาอยู่บ่อยๆ มักเป็นในเวลาเข้านอน

อาการกระตุกขณะนอนหลับไม่ใช่สิ่งที่ร้ายแรง และพบได้ทุกเพศ ทุกวัย ไม่ต้องกังวล เพียงแค่สังเกตตัวเองว่ามีอาการกระตุกรุนแรงหรือไม่ หากรุนแรงสามารถพบแพทย์เพื่อขอยามาทาน เพื่อให้การนอนพักผ่อนมีประสิทธิภาพมากขึ้นต่อไป
 

บทกรวดน้ำให้แก่ เทวดาประจำตัว (ภายหลังทำบุญ เช่น ตักบาตร ถวายสังฆทาน เป็นต้น) เปิดทาง และช่วยแก้ไขปัญหาชีวิตที่เป็นอยู่ในปัจจุบันเตรียมน้ำสะอาดไว้ ๑ ขวด และนำจรดระหว่างคิ้ว กล่าวคำอธิษฐานจิต ดังต่อไปนี้

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ(3 จบ)

นะ โม พุท ธา ยะ ลูกขอเชิญพระพุทธเจ้าทั้ง ๕ พระองค์โปรดเสด็จมาเป็นประธาน อิทัง สัพพะเทวานัง โหตุ สุขิตา โหนตุ สัพเพ เทวา ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จแก่เทวดาทั้งหลายทั้งปวงที่รักษาตัวข้าพเจ้า ขอให้เทวดาทั้งหลายทั้งปวงจงมีความสุข (ให้เริ่มเทน้ำลงบนพื้นดิน) ลูกขอฝากน้ำอุทิศนี้ไปกับ พระแม่ธรณี พระแม่คงคา โปรดมาเป็นทิพย์พยาน ขออานิสงค์ผลบุญกุศลอันใดที่ข้าพเจ้า

 ชื่อ……………สกุล……………. ได้กระทำในวันนี้ ทั้งหมด ทั้งปวง ข้าพเจ้าขออุทิศให้กับเทวดาทั้งหลายทั้ง ปวงของข้าพเจ้า อยู่ ณ ปัจจุบันนี้ ที่ทำให้ข้าพเจ้าพ้นจากความทุกข์……………………… (เรื่องที่ประสบปัญหา) ไม่ว่าท่านจะมาจาก ชาติใด ภพใด ก็ตาม ทั้งระลึกได้ก็ดีและระลึกไม่ได้ก็ดี ไม่ว่าท่านจะอยู่ในภพภูมิใด ขอให้ท่านจงมารับกุศล ที่ข้าพเจ้าอุทิศให้ในครั้งนี้ โดยมาให้ถึงจุดหมาย อย่าแวะ อย่าเวียนที่ใด ให้กุศลถึงทั่ว ทุกท่าน ทุกตัว ทุกตน ทุกภพ ทุกภูมิ ขออานิสงค์ผลบุญดังกล่าวนี้โปรดกลายเป็นโภคทรัพย์ ตามที่ท่านปราถนาทุกประการตั้งแต่บัดนี้ เวลานี้เป็นต้นไปด้วยเทอญ

หมายเหตุ:


– การกรวดน้ำลงดินกุศลจะส่งถึงเร็วกว่าการกรวดน้ำแห้ง คือ เพียงอธิษฐานจิต สำหรับผู้ที่บารมียังไม่มากพอ (ถ้าไม่สะดวกก็กรวดน้ำลงบนภาชนะแล้วนำไปรดลงดินที่โคนต้นไม้)

– การขอฝากผ่านบารมีของพระแม่คงคาและพระแม่ธรณีไปสิ่งสำคัญมาก

– ระหว่างท่องคำกรวดน้ำด้านบน ให้เทน้ำลงดินตลอดจนจบคำกรวดน้ำ

ไม่ว่าน้ำจะเหลือมากน้อยเพียงใดให้เทให้หมดพร้อมกับคำพูดสุดท้ายที่จบ โดยไม่ต้องให้หลงเหลือ